⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1939/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ผู้ซื้อทรัพย์สินจากการขายทอดตลาดโดยสุจริตย่อมได้สิทธิในทรัพย์สินนั้น แม้ภายหลังจะมีการคัดค้านการขายทอดตลาดและอยู่ระหว่างการอุทธรณ์ก็ตาม เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาดนั้น

ย่อคำพิพากษา

โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินและอาคารโรงงานได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นโดยสุจริต โจทก์ย่อมได้สิทธิในที่ดินและอาคารโรงงานตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330 แม้หลังจากทำการขายทอดตลาดไปแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาดและคดีส่วนที่คัดค้านยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ ก็เป็นเรื่อง การเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 296 อีกส่วนหนึ่งหาใช่เรื่องการขายทอดตลาดเป็นโมฆะไม่ เมื่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการ ขายทอดตลาด โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารโรงงานโดยสมบูรณ์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งยังคงอาศัยอยู่ ได้อยู่อาศัยในที่ดินและอาคารโรงงานต่อไป และได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1330

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 1932 และ 5362 ซึ่งมีเนื้อที่ดินติดต่อเป็นผืนเดียวกันพร้อมสิ่งปลูกสร้างอาคารโรงงาน 2 หลัง โดยโจทก์ประมูลซื้อมาได้จากการขายทอดตลาดในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1591/2529 ของศาลชั้นต้นโจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งยังคงอาศัยอยู่ในที่ดินและอาคารดังกล่าวอยู่อาศัยต่อไป จึงแจ้งให้จำเลยทราบแต่จำเลยเพิกเฉยการกระทำของจำเลยเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ที่ดินและอาคารโรงงานดังกล่าวอยู่ในย่านทำเลการค้าที่เจริญมาก หากโจทก์ทำการค้าหรือทำประโยชน์ด้านอื่นแล้วจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนไม่น้อยกว่าเดือนละ 20,000 บาทโจทก์จึงขอคิดค่าเสียหายจากจำเลยเดือนละ 20,000 บาท ขอให้บังคับจำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารโรงงานขอโจทก์ โดยส่งมอบที่ดินและอาคารโรงงานในสภาพเรียบร้อยแก่โจทก์ห้ามเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ20,000 บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไปจากที่ดินและอาคารโรงงานของโจทก์เสร็จสิ้น จำเลยให้การว่า โจทก์ซื้อที่ดินและอาคารโรงงานของจำเลยจากการขายทอดตลาดในราคาเพียง 4,750,000 บาท ทั้งที่ที่ดินและอาคารโรงงานดังกล่าวมีราคาไม่ต่ำกว่า 7,000,000 บาท จึงเป็นการซื้อโดยไม่สุจริต จำเลยได้คัดค้านการขายทอดตลาดไว้แล้วขณะนี้คดีกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ จำเลยจึงมีสิทธิอยู่ในที่ดินและอาคารโรงงานต่อไปจนกว่าคดีจะถึงที่สุด การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ขับไล่จำเลยและบริวารออกไปจากที่ดินโฉนดเลขที่ 1932 กับเลขที่ 5362 และอาคารโรงงานเลขที่ 85/1หมู่ 8 กับอาคารโรงงานอีกหลังหนึ่งซึ่งไม่มีเลขที่ ตำบลคลองด่านอำเภอบางบ่อ จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งปลูกอยู่บนที่ดินสองโฉนดดังกล่าว ห้ามจำเลยเกี่ยวข้องอีกต่อไป ให้จำเลยชำระค่าเสียหายเดือนละ 20,000 บาท แก่โจทก์ นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยจะขนย้ายทรัพย์สินออกไปจากที่ดินและอาคารโรงงานดังกล่าวจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เดือนละ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่จำเลยฎีกาว่าการที่จำเลยคัดค้านการขายทอดตลาดและคดีส่วนที่คัดค้านยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ จำเลยจึงชอบที่จะอยู่ในที่ดินและอาคารโรงงานพิพาทได้โดยชอบด้วยกฎหมายการกระทำของจำเลยไม่เป็นละเมิดต่อโจทก์ เพราะการกระทำของจำเลยเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์เป็นผู้ประมูลซื้อที่ดินและอาคารโรงงานพิพาทได้จากการขายทอดตลาดของเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1591/2529 โดยสุจริต ดังนั้นโจทก์ย่อมได้สิทธิในที่ดินและอาคารโรงงานพิพาทตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1330แม้หลังจากทำการขายทอดตลาดไปแล้ว จำเลยได้ยื่นคำร้องคัดค้านการขายทอดตลาด และคดีส่วนที่คัดค้านยังอยู่ระหว่างอุทธรณ์ก็เป็นเรื่องการเพิกถอนการขายทอดตลาดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 296 อีกส่วนหนึ่งหาใช่เรื่องการขายทอดตลาดเป็นโมฆะไม่ เมื่อศาลยังมิได้มีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนการขายทอดตลาด โจทก์ย่อมเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดินและอาคารโรงงานพิพาทโดยสมบูรณ์ เมื่อโจทก์ไม่ประสงค์ให้จำเลยเจ้าของกรรมสิทธิ์เดิมซึ่งยังคงอาศัยอยู่ ได้อยู่อาศัยในที่ดินและอาคารโรงงานพิพาทต่อไป และได้แจ้งให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกไป จำเลยเพิกเฉย การกระทำของจำเลยย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ทำให้โจทก์เสียหาย" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1939/2538 นาย ถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์ โจทก์ นาย เกษม มดศ รี แก้ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย ถิรพงศ์ นวังคสัตถุศาสน์ · จำเลย - นาย เกษม มดศ รี แก้ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)จำลอง สุขศิริ · สุนพ กีรติยุติ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา