⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3711-3712/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711-3712/2538

ย่อคำพิพากษา

ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองเพียงผู้เดียวผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองในการยักยอกทรัพย์ได้หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์การครอบครองทรัพย์เป็นเพียงองค์ประกอบความผิดในการกระทำความผิดฐานยักยอกทรัพย์อย่างหนึ่งเท่านั้น จำเลยที่1ครอบครองดูแลจัดการทรัพย์สินของโจทก์ที่2สาขาบางกะปิ เป็นผู้จัดการธนาคารอันเป็นกิจการที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนในเรื่องเกี่ยวกับการเงินจำเลยที่1จึงเป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนการกระทำของจำเลยที่1ดังกล่าวจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา354ประกอบด้วยมาตรา353และมาตรา352วรรคหนึ่งส่วนการที่จำเลยที่2ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกได้ร่วมกับจำเลยที่1ซึ่งเป็นผู้จัดการสาขาบางกะปิของโจทก์ที่2ยักยอกทรัพย์ของจำเลยที่2เมื่อจำเลยที่2มิใช่เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนจำเลยที่2ย่อมมีความผิดฐานเป็นตัวการยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา352วรรคหนึ่งประกอบด้วยมาตรา83 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่2ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ที่2ครั้งแรกในวงเงิน1,000,000บาทโดยจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะเบียดบังเอาเงินของโจทก์ที่2ไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริตอันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้วเมื่อต่อมาจำเลยที่2ได้ร่วมกันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่1ขอกู้เงินเกินบัญชีเพิ่มเติมอีก3ครั้งในวงเงิน500,000บาท400,000บาทและ800,000บาทตามลำดับจากโจทก์ที่2การกระทำของจำเลยทั้งสองแต่ละครั้งนั้นจึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกันจำเลยทั้งสองจึงร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกรวม4กรรม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.91 ประมวลกฎหมายอาญา ม.352 ประมวลกฎหมายอาญา ม.353 ประมวลกฎหมายอาญา ม.354

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นพิจารณาพิพากษารวมกันมาโดยให้เรียกโจทก์ในสำนวนแรกและสำนวนหลังว่าโจทก์ที่ 1และที่ 2 ตามลำดับกับให้เรียกจำเลยในสำนวนแรกซึ่งเป็นจำเลยที่ 1 ในสำนวนหลังและจำเลยที่ 2 ในสำนวนหลังว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ตามลำดับ สำนวนแรกโจทก์ที่ 1 ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารของโจทก์ที่ 2 ผู้เสียหาย ได้ครอบครองเงินของผู้เสียหายที่ลูกค้าของผู้เสียหายนำมาฝากประจำไว้ที่สาขาบางกะปิครั้งละ 1,000,000 บาท รวม 3 ครั้ง แล้วจำเลยที่ 1ได้เบียดบังยักยอกเงินของผู้เสียหายที่เก็บรักษาไว้ที่สาขาบางกะปิครั้งละ 1,000,000 บาท ดังกล่าวไปเป็นของจำเลยที่ 1 เองและเป็นของบุคคลที่สามโดยทุจริตขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 354, 91และให้จำเลยที่ 1 คืนเงินจำนวน 3,000,000 บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ สำนวนหลังโจทก์ที่ 2 ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352, 353, 354, 83, 86, 91 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องสำนวนหลังแล้วเห็นว่า คดีมีมูลให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 341 รวม 4 กระทง ลงโทษจำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 4 ปี ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 และโจทก์ที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1 โจทก์ทั้งสองและจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354 ประกอบด้วยมาตรา 353 ให้เรียงกระทงลงโทษตามมาตรา 91 จำคุกกระทงละ 1 ปี 3 เดือนรวม 4 กระทง จำเลยที่ 2 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 352 (ที่ถูกคือมาตรา 352 วรรคหนึ่ง) ประกอบด้วยมาตรา 83 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้จำเลยที่ 2 ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยข้อกฎหมายว่า ความผิดฐานยักยอกทรัพย์ไม่ใช่ความผิดเฉพาะตัวของผู้ครอบครองเพียงผู้เดียว ผู้อื่นก็อาจร่วมกระทำความผิดกับผู้ครอบครองในการยักยอกทรัพย์ได้หากได้ร่วมมือร่วมใจกันกระทำการยักยอกกับผู้ได้รับมอบหมายให้ครอบครองทรัพย์ การครอบครองทรัพย์เป็นเพียงองค์ประกอบความผิดในการกระทำความผิดฐานยักยอกอย่างหนึ่งเท่านั้นแต่เมื่อจำเลยที่ 1 เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชนกระทำความผิดตามมาตรา 352 การกระทำของจำเลยที่ 1 จึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 354ประกอบด้วยมาตรา 353 และ 352 วรรคหนึ่ง ส่วนจำเลยที่ 2ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกและร่วมกับจำเลยที่ 1 ยักยอกทรัพย์ของโจทก์ที่ 2นั้น เมื่อจำเลยที่ 2 มิใช่เป็นผู้มีอาชีพหรือธุรกิจอันย่อมเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน จำเลยที่ 2 จึงย่อมมีความผิดฐานเป็นตัวการยักยอกทรัพย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคหนึ่งประกอบด้วย มาตรา 83 เมื่อจำเลยทั้งสองได้ร่วมกันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่ 2 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีจากโจทก์ที่ 2 ครั้งแรกในวงเงิน1,000,000 บาทเพื่อให้โจทก์ที่ 2 อนุมัติให้จำเลยที่ 2กู้เบิกเงินเกินบัญชี โดยจำเลยทั้งสองประสงค์ที่จะเบียดบังเอาเงินของโจทก์ที่ 2 ไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริตการกระทำของจำเลยที่ 1 ดังกล่าวจึงเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 2เบียดบังเอาเงินดังกล่าวของโจทก์ที่ 2 ไปเป็นของจำเลยทั้งสองโดยทุจริต อันเป็นความผิดฐานยักยอกแล้ว ดังนั้นเมื่อต่อมาจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกันทำหลักฐานเท็จในการที่จำเลยที่ 1 ขอกู้เบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมอีก 3 ครั้ง ในวงเงิน 500,000 บาท400,000 บาท และ 800,000 บาท ตามลำดับจากโจทก์ที่ 2 และโจทก์ที่ 2 หลงเชื่ออนุมัติให้จำเลยที่ 2 กู้เบิกเงินเกินบัญชีเพิ่มเติมได้เช่นนั้น การกระทำของจำเลยทั้งสองดังกล่าวแต่ละครั้งนั้นจึงเป็นการกระทำความผิดต่างกรรมกัน จำเลยทั้งสองจึงได้ร่วมกันกระทำความผิดฐานยักยอกรวม 4 กรรมมิใช่กรรมเดียว พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3711 - 3712/2538 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาง อุไรวรรณ ตันปิ่นเพ็ชร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาง อุไรวรรณ ตันปิ่นเพ็ชร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ก้าน อันนานนท์ · ชัยวัฒน์ ดุลยปวีณ
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4825/2553ฎีกา 1502/2550ฎีกา 13043/2557ฎีกา 460/2512ฎีกา 400/2529ฎีกา 1447/2531ฎีกา 2588/2524ฎีกา 3987/2526ฎีกา 6178/2541ฎีกา 1093/2568ฎีกา 2848/2527ฎีกา 3146/2541ฎีกา 255/2529ฎีกา 7945/2542ฎีกา 9026/2553ฎีกา 7570/2541ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1514/2532ฎีกา 7100/2538ฎีกา 7722/2544ฎีกา 2165/2531ฎีกา 4180/2548ฎีกา 1089/2551ฎีกา 1336/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา