⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7026/2538

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7026/2538

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่กรณีตกลงระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยการผ่อนผันให้แก่กัน มีผลให้มูลหนี้เดิมระงับสิ้นไป และคู่กรณีมีสิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาเท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์ โจทก์จำเลยที่ 1 ได้ตกลง กันซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกไว้มีใจความว่า จำเลยที่ 1ยอมรับผิดและยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย โดยจะนำรถของโจทก์ไป ซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมและใช้การได้ โดยจะนำไปซ่อมที่ อู่ ช. คู่กรณีตกลงและไม่ติดใจค่าเสียหายอื่นอีก โจทก์กับจำเลยที่ 1 ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ข้อตกลง ดังกล่าวเป็นสัญญาซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ตกลงระงับข้อพิพาท ที่โจทก์จะเรียกค่าเสียหายในการซ่อมรถยนต์ของโจทก์ ค่าเสียหายอื่นอันเกิดจากการกระทำละเมิดซึ่งมีอยู่ในขณะนั้น จากจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไปด้วยการผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ ให้จำเลยที่ 1 นำรถไปซ่อมแซมที่อู่ ช. ให้อยู่ในสภาพเดิมแทนการเรียกค่าเสียหายเป็นตัวเงินและจำเลยที่ 1 ตกลงซ่อมแซม ให้ จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 มีผลให้มูลหนี้ละเมิดระงับสิ้นไป ทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาตามมาตรา 852 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อโจทก์ และเมื่อมูลหนี้ละเมิดระงับ จำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.425 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2ได้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 2 คันหมายเลขทะเบียน 8จ-1451กรุงเทพมหานคร โดยประมาทถอยหลังออกจากที่จอดรถไปชนรถยนต์ของโจทก์คันหมายเลขทะเบียน 2ข-6161 กรุงเทพมหานคร เป็นเหตุให้รถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุจำเลยทั้งสองยินยอมชำระค่าซ่อมให้แก่โจทก์ แต่จำเลยทั้งสองเพิกเฉยทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสียเงินค่าซ่อม 22,459 บาท นอกจากนี้โจทก์ยังเสียหายเป็นค่าเสื่อมราคารถยนต์เป็นเงิน 20,000 บาทและเสียค่ารถยนต์รับจ้างโดยเฉลี่ยวันละ 500 บาท รวม 7 วันเป็นเงิน 3,500 บาท และดอกเบี้ยในเงินค่าซ่อมนับแต่วันเกิดเหตุจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 138.66 บาท รวมเป็นค่าเสียหายทั้งสิ้น46,133.66 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระเงินจำนวน46,133.66 บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน22,495 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การว่า หลังเกิดเหตุจำเลยที่ 1 ยินยอมชำระค่าซ่อมให้แก่โจทก์ เอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 เป็นเรื่องที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ตกลงกันเอง ไม่มีส่วนใดเกี่ยวข้องกับจำเลยที่ 2 ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่าหลังเกิดเหตุโจทก์และจำเลยที่ 1 ได้แจ้งต่อพนักงานสอบสวนและให้ทำบันทึกประจำวันตามเอกสารหมายจ.2 อันมีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความซึ่งระงับมูลหนี้ละเมิด แล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 22,495 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้ยกฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 2 โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าเอกสารหมาย จ.2 ไม่ใช่สัญญาประนีประนอมยอมความไม่ทำให้มูลหนี้ละเมิดระงับ พิพากษาแก้เป็นว่าให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 32,995 บาท แก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 2 ได้ขับรถยนต์ของจำเลยที่ 1ในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 โดยประมาทเลินเล่อชนรถยนต์ของโจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์จำเลยที่ 1 ได้ตกลงกันต่อพนักงานสอบสวน ซึ่งพนักงานสอบสวนได้บันทึกข้อตกลงมีใจความว่า "จำเลยที่ 1 ยอมรับผิดและยินยอมชดใช้ค่าเสียหาย โดยจะนำรถของโจทก์ไปซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพเดิมและใช้การได้ โดยจะนำไปซ่อมที่อู่ช่อเส็ง ถนนพัฒนาการ คู่กรณีตกลงและไม่ติดใจค่าเสียหายอื่นอีกแต่อย่างใด โจทก์กับจำเลยที่ 1ได้ลงลายมือชื่อไว้เป็นหลักฐาน ปรากฏรายละเอียดตามรายงานประจำเกี่ยวกับคดีเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาว่าข้อตกลงตามเอกสารหมาย จ.2 เป็นสัญญาประนีประนอมยอมความหรือไม่ เห็นว่า ข้อตกลงดังกล่าวเป็นสัญญาซึ่งโจทก์และจำเลยที่ 1 ผู้กระทำละเมิดตกลงระงับข้อพิพาทที่โจทก์จะเรียกค่าเสียหายในการซ่อมรถหมายเลขทะเบียน2ข-6161 กรุงเทพมหานคร ของโจทก์ และค่าเสียหายอื่นอันเกิดจากการกระทำละเมิดซึ่งมีอยู่ในขณะนั้น จากจำเลยที่ 1 ให้เสร็จไปด้วยการผ่อนผันให้แก่กัน โดยโจทก์ให้จำเลยที่ 1 นำรถคันดังกล่าวไปซ่อมแซมที่อยู่ช่งเส็งให้อยู่ในสภาพเดิมแทนการเรียกค่าเสียหายในการซ่อมแซมเป็นตัวเงินและจำเลยที่ 1 ตกลงซ่อมแซมให้ ข้อตกลงค่าเสียหายจึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 ถึงแม้ตามสัญญาดังกล่าวจะมีความต่อไปว่า "หากมีการบิดพลิ้วจึงแนะนำให้ไปฟ้องร้องเรียกค่าสินไหมทดแทนในทางแพ่งกับจำเลยที่ 1" ก็เป็นเรื่องความเห็นและข้อแนะนำของร้อยตำรวจโทอดิศักดิ์ ชูพันธุ์ พนักงานสอบสวนเอง หาใช่ข้อตกลงของโจทก์และจำเลยที่ 1 เกี่ยวกับเรื่องค่าเสียหายซึ่งได้ระงับข้อพิพาทกันแล้วแต่อย่างใหม่ เมื่อข้อตกลงระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 ดังกล่าวแล้วเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มีผลให้มูลหนี้ละเมิดที่จำเลยที่ 1 ทำระงับสิ้นไป ทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงไว้ในสัญญาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 852 จำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดตามสัญญาประนีประนอมยอมความต่อโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.2 และเมื่อมูลหนี้ละเมิดระงับจำเลยที่ 2 ผู้เป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จึงหลุดพ้นความรับผิดไปด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามา ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้บังคับไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7026/2538 นางสาว อรรณพา กาลวันตวานิช โจทก์ นาย ชลัท ศรีวะรมย์ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว อรรณพา กาลวันตวานิช · จำเลย - นาย ชลัท ศรีวะรมย์ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุทธิ นิชโรจน์ · สุชาติ ถาวรวงษ์ · สุประดิษฐ์ หุตะสิงห์
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 8203/2538ฎีกา 2335/2551ฎีกา 2501/2526ฎีกา 1000/2505ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 4473/2541ฎีกา 616-617/2518ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 1951/2519ฎีกา 898/2534ฎีกา 1660/2518ฎีกา 8207/2538ฎีกา 801/2521ฎีกา 3912/2526ฎีกา 953/2505ฎีกา 1225-1235/2530ฎีกา 276/2520ฎีกา 174/2538ฎีกา 4085/2559ฎีกา 5712/2545
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา