คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8380/2538
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1) ศาลจะอนุญาตหรือไม่ ขึ้นอยู่กับเหตุสมควรตามพฤติการณ์ หากการรับคำร้องสอดจะทำให้คดีเสร็จสิ้นในคราวเดียวและหลีกเลี่ยงการสืบพยานซ้ำโดยไม่จำเป็น ศาลอาจมีเหตุผลรับคำร้องสอดไว้พิจารณาได้
ย่อคำพิพากษา
การร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57(1)นั้น ศาลจะอนุญาตหรือไม่ ต้องแล้วแต่เหตุสมควรตามพฤติการณ์ยังไม่มีการสืบพยาน-จำเลย ส่วนพยานโจทก์ ซึ่งต้องสืบก่อนศาลก็งดสืบเพราะเป็นความผิดของโจทก์เองดังนั้น หากจะรับคำร้องสอดไว้พิจารณาก็จะทำให้คดีเกี่ยวกับที่ดินพิพาทนี้เสร็จไปได้ในคราวเดียวโดยไม่ต้องให้ผู้ร้องสอดต้องไปฟ้องโจทก์จำเลยใหม่ เพราะแม้ผู้ร้องสอดจะฟ้องโจทก์จำเลยเป็นอีกคดีหนึ่ง ก็จะต้องสืบพยานโจทก์ จำเลยซึ่งน่าจะเป็นพยานชุดเดียวกัน ทำให้ต้องมีการสืบพยานซ้ำอีก เมื่อกรณีมีเหตุที่ผู้ร้องสอดจำเป็นเพื่อยังให้ได้รับความรับรอง คุ้มครอง หรือบังคับตามสิทธิของตนที่มีอยู่ โดยได้ยื่นคำร้องขอต่อศาลที่คดีนั้นอยู่ในระหว่างพิจารณา กรณีมีเหตุสมควรที่จะรับคำร้องสอดของผู้ร้องสอดไว้พิจารณาต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสวิน สหัสดี · ผู้ร้องสอด - นางฉวี ดำริห์ · จำเลย - นางบุญช่วย อินทรสมมุติ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | มงคล สระฏัน · อธิราช มณีภาค · วุฒิ คราวุฒิ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดเพชรบุรี - นายจรัส วงศ์ตระกูล · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายวิศนุ เลื่อมสำราญ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา