⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5272/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมรวมทั้งค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ย่อมตกแก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี เว้นแต่ศาลจะใช้ดุลพินิจกำหนดเป็นอย่างอื่นตามเหตุสมควรและความสุจริตในการดำเนินคดี

ย่อคำพิพากษา

ความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมของคู่ความในคดีซึ่งรวมทั้งค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งมิใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่าย ย่อมตกอยู่แก่คู่ความฝ่ายที่แพ้คดี ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่ง แต่ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง หรือแต่บางส่วนก็ได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.161

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ให้จำเลยเสียค่าธรรมเนียมยึดแล้วไม่มีการขายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง เมื่อจำเลยยังไม่ชำระค่าธรรมเนียมถอนการยึดเจ้าพนักงานบังคับคดีจึงไม่อาจสั่งถอนการยึดได้ จำเลยอุทธรณ์และยื่นคำร้องขออนุญาตยื่นอุทธรณ์คำสั่งศาลชั้นต้นโดยตรงต่อศาลฎีกา โจทก์ไม่คัดค้าน ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตให้จำเลยยื่นอุทธรณ์โดยตรงต่อศาลฎีกาได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยว่าการที่ศาลชั้นต้นสั่งให้จำเลยชำระค่าธรรมเนียม เจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งตามพฤติการณ์ดังกล่าวแล้วชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้เสร็จเด็ดขาดลงด้วยการประนีประนอมยอมความโดยจำเลยยอมชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลา 2 ปี แล้วจำเลยผิดนัดไม่ชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงได้นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยประกาศขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาตามยอม ดังนี้ ค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีเมื่อยึดทรัพย์สินซึ่งไม่ใช่ตัวเงินแล้วไม่มีการขายหรือจำหน่ายตามตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งจึงเป็นค่าฤชาธรรมเนียมตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 161 วรรคสอง บัญญัติไว้ ค่าฤชาธรรมเนียมนี้มีขึ้นในชั้นบังคับคดีหาใช่ค่าฤชาธรรมเนียมในการพิจารณาก่อนศาลชี้ขาดตัดสินคดีไม่ จึงไม่ตกอยู่ในบังคับของประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 163 ที่แต่ละฝ่ายยอมรับผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนการดำเนินกระบวนพิจารณาของตน เว้นแต่คู่ความจะได้ตกลงกันไว้เป็นอย่างอื่น หากแต่เป็นค่าฤชาธรรมเนียมในการดำเนินกระบวนพิจารณาอย่างอื่นตามที่ระบุไว้ในตารางท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ซึ่งตามปกติแล้วโจทก์ผู้ดำเนินกระบวนพิจารณานี้จะต้องเป็นผู้ชำระตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 149 บัญญัติไว้ แต่มาตรา 149 นี้ อยู่ภายใต้บังคับบทบัญญัติว่าด้วยความรับผิดชั้นที่สุดของคู่ความในเรื่องค่าฤชาธรรมเนียมซึ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่งบัญญัติให้ตกอยู่แก่ฝ่ายที่แพ้คดีแต่อย่างไรก็ดี ศาลมีอำนาจใช้ดุลพินิจให้คู่ความฝ่ายใดเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวงหรือแต่บางส่วนก็ได้โดยคำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวงฉะนั้น การที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้จำเลยเป็นผู้เสียค่าฤชาธรรมเนียมดังกล่าวด้วยเหตุที่จำเลยเป็นฝ่ายผิดนัดชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์จึงต้องนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยประกาศขายทอดตลาดเพื่อเอาเงินชำระแก่โจทก์ตามคำพิพากษาเห็นได้ว่า โจทก์มีเหตุสมควรและกระทำโดยสุจริตในการขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์จำนองของจำเลยอีกทั้งเป็นความผิดของจำเลยที่ผิดนัดชำระเงินแก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงได้เกิดการยึดทรัพย์จำนองขึ้น การที่จะถอนการยึดทรัพย์จำนองจึงเป็นผลสืบเนื่องมาจากความผิดของจำเลยดังกล่าว จำเลยจึงสมควรเป็นผู้รับผิดเสียค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนนี้กรณีเช่นนี้จึงเป็นการที่ศาลชั้นต้นใช้ดุลพินิจสั่งในเรื่องความรับผิดชั้นที่สุดสำหรับค่าฤชาธรรมเนียมชั้นบังคับคดีโดยได้คำนึงถึงเหตุสมควรและความสุจริตในการสู้ความหรือการดำเนินคดีของคู่ความทั้งปวง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 161 วรรคหนึ่ง จึงชอบด้วยกฎหมายแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5272/2539 บริษัท ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาย ชู ศักดิ์หรือไชยวุฒิ วรรณุรักษ์ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาย ชู ศักดิ์หรือไชยวุฒิ วรรณุรักษ์
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุนพ กีรติยุติ · จำลอง สุขศิริ · สมบัติ เดียวอิศเรศ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2532/2538ฎีกา 79/2501ฎีกา 1781/2509ฎีกา 3651/2526ฎีกา 748/2551ฎีกา 951/2542ฎีกา 2482/2517ฎีกา 2303/2533ฎีกา 58/2491ฎีกา 5089/2540ฎีกา 1055/2510ฎีกา 2627/2522ฎีกา 6052/2537ฎีกา 7139/2538ฎีกา 2006/2526ฎีกา 3418/2553ฎีกา 8337/2540ฎีกา 917/2501ฎีกา 6620/2550ฎีกา 1930/2526ฎีกา 2170/2517ฎีกา 2202/2514ฎีกา 533/2521ฎีกา 12104/2553
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ