⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6304/2539

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6304/2539

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การโอนทรัพย์สินโดยเจ้าหนี้ยังไม่ถูกฟ้องร้องหรือยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดให้ชำระหนี้ ไม่ถือเป็นการโกงเจ้าหนี้

ย่อคำพิพากษา

แม้โจทก์จะฟ้องเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดจากจำเลยที่ 3กับพวก แต่จำเลยที่ 3 ก็ให้การต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิดเมื่อขณะจำเลยที่ 3 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3 จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินเท่าใด และยังไม่แน่นอนว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 3 หรือไม่ การโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 เป็นการโอนโดยชอบ การที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไป จึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.350

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นคดีแพ่งต่อศาลจังหวัดนครสวรรค์ เรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ตามคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 1293/2534 ศาลจังหวัดนครสวรรค์และศาลอุทธรณ์ภาค 2มีคำพิพากษาแล้ว โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเมื่อวันที่15 ตุลาคม 2535 ให้จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 269,018 บาท คดีแพ่งดังกล่าวอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา เมื่อประมาณเดือนธันวาคม 2534 โจทก์ประสงค์บังคับคดีเอาแก่ทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 จึงทราบว่าจำเลยที่ 3 โอนทรัพย์สินเป็นที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 928และเลขที่ 371 ให้แก่จำเลยที่ 1 โจทก์จึงฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 3เป็นคดีอาญาฐานโกงเจ้าหนี้ต่อศาลชั้นต้นตามคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 1754/2535 คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา ต่อมาวันที่ 17 กันยายน2536 โจทก์ไปตรวจสอบทรัพย์สินของจำเลยที่ 3 อีกทราบว่าจำเลยที่ 1 และที่ 3 ร่วมกันโอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 371 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31มกราคม 2535 ซึ่งจำเลยที่ 2 ทราบดีว่าโจทก์กำลังดำเนินคดีแก่จำเลยที่ 1 และที่ 3 และโจทก์จะนำยึดทรัพย์สินของจำเลยที่ 3ชำระหนี้ จำเลยทั้งสามมีเจตนาที่จะไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ตามคำพิพากษา ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350, 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่า คดีมีมูลเฉพาะจำเลยที่ 1และที่ 2 ให้ประทับฟ้อง ส่วนจำเลยที่ 3 โจทก์เคยฟ้องจำเลยที่ 3เป็นคดีอาญาว่าโอนที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 โดยเจตนาไม่ให้โจทก์ได้รับชำระหนี้และคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้นจึงต้องห้ามมิให้ฟ้องตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173 วรรค 2(1) ประกอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 15 ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 350 จำคุก 6 เดือน ปรับ 3,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1เคยต้องโทษจำคุกมาก่อนให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปีไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษากลับให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว โจทก์ฎีกาข้อเดียวว่าคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกเกิดจากมูลละเมิดมีมูลหนี้แน่นอนนับแต่วันทำละเมิด จำเลยทั้งสามย่อมทราบดีอยู่แล้วว่ามีหนี้อันจะพึงชำระให้แก่โจทก์ เมื่อจำเลยทั้งสามร่วมกันจำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สิน ทั้งที่ทราบอยู่แล้วว่าโจทก์ใช้สิทธิทางศาล จึงมีความผิดฐานร่วมกันโกงเจ้าหนี้ เห็นว่าข้อเท็จจริงฟังได้ตามคำฟ้องโจทก์และตามที่โจทก์และจำเลยที่ 1นำสืบว่า โจทก์ยื่นฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณา จำเลยที่ 3โอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เลขที่ 928และเลขที่ 371 ตำบลหูกวาง อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ให้แก่จำเลยที่ 1 ในวันที่ 3 ธันวาคม 2533 ต่อมาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 3 กับพวกร่วมกันชำระเงินจำนวน 162,818 บาทแก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย โจทก์อุทธรณ์ฝ่ายเดียว ขณะคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 2 จำเลยที่ 1 ได้โอนขายที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 371 ซึ่งจำเลยที่ 1รับโอนมาจากจำเลยที่ 3 ให้แก่จำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 31 มกราคม2535 เห็นว่า แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยที่ 3 กับพวกเป็นคดีแพ่งเรียกค่าเสียหายฐานละเมิด แต่จำเลยที่ 3 ก็ให้การต่อสู้ว่าไม่ต้องรับผิด เมื่อขณะจำเลยที่ 3 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ศาลยังมิได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่าจำเลยที่ 3จะต้องรับผิดชำระหนี้ให้แก่โจทก์เป็นเงินจำนวนเท่าใด และยังไม่แน่นอนว่าโจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยที่ 3 หรือไม่ข้อเท็จจริงจึงไม่พอฟังว่าขณะจำเลยที่ 3 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ไม่มีทรัพย์สินอื่นใดพอที่จะชำระหนี้ให้โจทก์ และจำเลยที่ 1 รับโอนที่ดินจากจำเลยที่ 3 เพื่อมิให้โจทก์ได้รับชำระหนี้ทั้งหมดหรือแต่บางส่วน การโอนขายที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 กับที่ 3 จึงเป็นการโอนโดยชอบ ฉะนั้นการที่จำเลยที่ 1 โอนขายที่ดินให้แก่จำเลยที่ 2 ต่อไปจึงไม่เป็นความผิดฐานโกงเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 350ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6304/2539 นาย เกรียงศักดิ์ ฤกษมหาลิขิต โจทก์ นางสาว เตือน ใจ เจริญ สุข กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย เกรียงศักดิ์ ฤกษมหาลิขิต · จำเลย - นางสาว เตือน ใจ เจริญ สุข กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สถิตย์ ไพเราะ · พรชัย สมรรถเวช · สมคิด ไตรโสรัส
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 271/2522ฎีกา 5367/2551ฎีกา 4225/2559ฎีกา 14025/2557ฎีกา 9202/2553ฎีกา 16070-16072/2555ฎีกา 1406/2512ฎีกา 13335/2555ฎีกา 1074/2511ฎีกา 268/2521ฎีกา 870/2518ฎีกา 2899/2543ฎีกา 6221/2545ฎีกา 8782/2558ฎีกา 2745/2523ฎีกา 490/2502ฎีกา 252/2537ฎีกา 1418/2550ฎีกา 392/2506ฎีกา 1474/2517ฎีกา 3204/2528ฎีกา 4522/2536ฎีกา 6761/2544ฎีกา 1898/2554
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ