⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1058/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้เข้าทำสัญญาและรับเอาประโยชน์ตามสัญญานั้น ถือเป็นการแสดงเจตนาให้เห็นว่ามีการมอบอำนาจโดยชอบแล้ว แม้จะไม่มีพยานหลักฐานอื่นมาสนับสนุนเพิ่มเติมก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

ตามหนังสือมอบอำนาจซึ่งทำขึ้นก่อนมีการทำสัญญาเช่าซื้อระบุว่า ส. และ ม. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้แม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานอื่นอันแสดงว่า ม. เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มานำสืบเพิ่มเติมอีกก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยถือเอาประโยชน์ตามสัญญาด้วยการรับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาจนกระทั่งผิดนัด ย่อมเป็นการผูกพันระหว่างโจทก์และ จำเลยที่ 1 แล้ว จึงเป็นการเพียงพอให้ฟังได้ว่ามีการมอบอำนาจโดยชอบแล้ว เมื่อ ว.และร.ได้รับมอบอำนาจจาก ม. จึงมีอำนาจลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ตกเป็นโมฆะ

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.60 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.572

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 8ท-1464 กรุงเทพมหานคร ไปจากโจทก์ในราคา300,912 บาท ตกลงผ่อนชำระ 48 งวด มีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 16 งวด โดยผิดนัดตั้งแต่งวดที่ 17 เป็นต้นมาโจทก์บอกเลิกสัญญาแล้ว โจทก์ติดตามรถยนต์คืนมาได้และนำออกขายทอดตลาดได้ราคาเพียง 121,495 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 102,400 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15ต่อปี ของต้นเงิน 97,600 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยที่ 1 ให้การว่า จำเลยที่ 1 โอนสิทธิการครอบครองรถยนต์พิพาทให้แก่นายอิทธิเดช แซ่จิว และให้เป็นผู้ชำระเงินแทนจำเลยที่ 1 โดยความยินยอมของโจทก์การที่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต โจทก์เรียกค่าเสียหายจากจำเลยที่ 1 จำนวน 102,400 บาท เกินความจริงโจทก์ไม่มีสิทธิเรียกดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี และหนังสือมอบอำนาจเป็นเอกสารปลอม กับทั้งสัญญาเช่าซื้อลงลายมือชื่อโดยผู้ไม่มีอำนาจของโจทก์ สัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 43,600บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า เดิมโจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด ใช้ชื่อว่า "บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เอกธนา จำกัด" ต่อมาวันที่ 17 มีนาคม 2538 โจทก์ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดตามหนังสือรับรองเอกสารหมาย จ.1 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2536จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์ไปจากโจทก์ในราคา 300,912บาท จำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันโดยยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมตามเอกสารหมาย จ.5 และ จ.6 ตามลำดับ จำเลยที่ 1 ชำระค่าเช่าซื้อเพียง 16 งวด และผิดนัดตลอดมา โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์ที่เช่าซื้อแล้ว ในการทำสัญญาเช่าซื้อดังกล่าว โจทก์มอบอำนาจให้นายวิชัย ศรีผลิน และนายรักพงค์ ยูวะเวส เป็นผู้ลงนามในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ. 4 มีปัญหาวินิจฉัยว่า สัญญาเช่าซื้อเอกสารหมาย จ.5เป็นโมฆะหรือไม่ จำเลยทั้งสองฎีกาว่า หนังสือมอบอำนาจดังกล่าวไม่ปรากฎหลักฐานว่านายมานิต เจียรดิฐ ผู้มอบอำนาจเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้ การมอบอำนาจให้นายวิชัยและนายรักพงค์ชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์เป็นการไม่ชอบสัญญาเช่าซื้อจึงตกเป็นโมฆะ การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยฟังว่ากรรมการที่ลงชื่อในหนังสือมอบอำนาจเป็นผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์ได้โดยฟังว่ามีการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงกรรมการของโจทก์ภายหลังที่ได้ทำสัญญาเช่าซื้อแล้ว เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนนั้นเห็นว่าตามข้อเท็จจริงที่ฟังยุติมาข้างต้น ได้ความว่าสัญญาเช่าซื้อได้ทำขึ้นก่อนที่โจทก์ได้จดทะเบียนแปรสภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด ตามหนังสือมอบอำนาจเอกสารหมาย จ.4 ซึ่งทำขึ้นก่อนการทำสัญญาเช่าซื้อก็ระบุว่านายสุขุม สิงคาลวณิช และนายมานิต เจียรดิฐ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำแทนโจทก์ได้ ดังนี้ แม้โจทก์จะไม่มีพยานหลักฐานอื่นอันแสดงว่านายมานิตเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนโจทก์มานำสืบเพิ่มเติมอีกก็ตาม แต่การที่จำเลยที่ 1 เข้าทำสัญญาเช่าซื้อกับโจทก์โดยถือเอาประโยชน์ตามสัญญาด้วยการรับเอารถยนต์ที่เช่าซื้อไปจากโจทก์และผ่อนชำระค่าเช่าซื้อตลอดมาจนกระทั่งผิดนัดย่อมเป็นการผูกพันระหว่างโจทก์และจำเลยที่ 1 แล้ว ข้อเท็จจริงที่ฟังยุติมาข้างต้นย่อมเป็นการเพียงพอให้ฟังได้ว่ามีการมอบอำนาจโดยขอบแล้วหาใช่เป็นการวินิจฉัยข้อเท็จจริงนอกสำนวนไม่ นายวิชัยและนายรักพงค์จึงมีอำนาจลงชื่อในสัญญาเช่าซื้อแทนโจทก์ได้ สัญญาเช่าซื้อจึงไม่ตกเป็นโมฆะ ศาลอุธาณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยมทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1058/2540 บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอก ธ นา จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาง พเยาว์ ศ รี เมือง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัท เงินทุนหลักทรัพย์ เอก ธ นา จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาง พเยาว์ ศ รี เมือง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ณรงค์ ตันติเตมิท · บุญธรรม อยู่พุก · ปรีชา บูรณะไทย
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2767/2523ฎีกา 3796/2540ฎีกา 4884/2543ฎีกา 1411/2513ฎีกา 2763/2551ฎีกา 58/2530ฎีกา 353/2535ฎีกา 53/2525ฎีกา 1800/2511ฎีกา 7122/2545ฎีกา 1451/2512ฎีกา 1561/2520ฎีกา 1572/2511ฎีกา 2903/2536ฎีกา 6911/2544ฎีกา 3295/2533ฎีกา 2346/2531ฎีกา 991/2548ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1567/2513ฎีกา 5675/2530ฎีกา 4432/2534ฎีกา 85/2540ฎีกา 3887/2534
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา