คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
สัญญาจะซื้อจะขายที่ดินพร้อมอาคารที่ผู้ซื้อยอมรับภาระหนี้จำนองของผู้ขายและจะโอนกรรมสิทธิ์เมื่อชำระหนี้ครบถ้วนแล้วนั้น เป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินยังคงเป็นของผู้ขายจนกว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์ตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
ตามสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารมีใจความว่าจำเลยได้จดทะเบียนจำนองบ้านและที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารคงมีหนี้ค้างชำระอยู่302,000บาทผู้ร้องยอมเป็นผู้ชำระเองเมื่อผู้ร้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ธนาคารครบแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องต่อไปแสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยไม่มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในทันที่แต่จะโอนกันเมื่อผู้ร้องได้ชำระหนี้จำนองของจำเลยแก่ธนาคารครบถ้วนแล้วสัญญาดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขายการครอบครองบ้านและที่ดินของผู้ร้องเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยเท่านั้นกรรมสิทธิ์ในบ้านและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่หาได้ตกเป็นของผู้ร้องไม่โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมมีสิทธิยึดบ้านและที่ดินพิพาทได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้แก่โจทก์เป็นเงิน 34,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยและค่าฤชาธรรมเนียมต่อมาจำเลยไม่ชำระหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว โจทก์ขอให้บังคับคดีเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์เลขที่ 2266 หมู่ที่ 6 ตำบลทุ่งตะไคร อำเภอทุ่งตะโก จังหวัดชุมพร ซึ่งมีบ้านสองชั้นเลขที่ 10493 ปลูกอยู่บนที่ดินแปลงดังกล่าว
ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ที่ดินและบ้านที่โจทก์นำยึดนั้นเป็นของผู้ร้องซึ่งซื้อมาจากจำเลยขอให้ปล่อยที่ยึด
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้ยกคำร้องของผู้ร้อง
ผู้ร้องอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
ผู้ร้อง ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ในเบื้องต้นว่า จำเลยได้ตกลงขายบ้านและที่ดินพิพาทให้แก่ผู้ร้องตามสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 ผู้ร้องเข้าครอบครองบ้านและที่ดินพิพาทกับชำระหนี้จำนองให้แก่ธนาคารกสิกรไทย สาขาชุมพร ไปแล้วเป็นจำนวนเงิน 122,740 บาท ต่อมาโจทก์ได้ยึดบ้านและที่ดินพิพาทเพื่อบังคับคดีชำระหนี้โจทก์ปัญหาตามที่ผู้ร้องฎีกามีว่า โจทก์จะยึดบ้านและที่ดินพิพาทได้หรือไม่ เห็นว่า ตามสัญญาจะซื้อจะขายและสัญญาซื้อขายที่ดินพร้อมอาคารตามเอกสารหมาย ร.1 และ ร.2 มีใจความสำคัญว่า จำเลยได้จดทะเบียนจำนองบ้านและที่ดินพิพาทไว้แก่ธนาคารกสิกรไทยสาขาชุมพร คงมีหนี้ค้างชำระอยู่ 320,000 บาท ผู้ร้องยอมเป็นผู้ชำระเอง เมื่อผู้ร้องชำระเงินจำนวนดังกล่าวให้แก่ธนาคารครบแล้วจำเลยจะโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ร้องต่อไป แสดงว่าผู้ร้องกับจำเลยไม่มีเจตนาที่จะโอนกรรมสิทธิ์ในบ้านและสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทในทันที แต่จะโอนกันเมื่อผู้ร้องได้ชำระหนี้จำนองของจำเลยแก่ธนาคารกสิกรไทย สาขาชุมพร ครบถ้วนแล้ว สัญญาดังกล่าวเป็นเพียงสัญญาจะซื้อจะขาย การครอบครองบ้านและที่ดินของผู้ร้องเป็นการครอบครองโดยอาศัยสิทธิของจำเลยเท่านั้น กรรมสิทธิ์ในบ้านและสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทจึงยังเป็นของจำเลยอยู่หาได้ตกเป็นของผู้ร้องไม่ โจทก์ย่อมมีสิทธิยึดบ้านและที่ดินพิพาทได้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกคำร้องของผู้ร้องต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ศาลฎีกาของผู้ร้องฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1460/2540
นาง พรทิพย์ รัตน์นราทร โจทก์
นาย ทวีป ทับทิมสงวน ผู้ร้อง
นาย จันทร์ ทองหีต จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาง พรทิพย์ รัตน์นราทร · ผู้ร้อง - นาย ทวีป ทับทิมสงวน · จำเลย - นาย จันทร์ ทองหีต |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ม.ล.เฉลิมชัย เกษมสันต์ · สถิตย์ ไพเราะ · จุมพล ณ สงขลา |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ