คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การรอการลงโทษจำคุกและคุมประพฤติอาจเหมาะสมกว่าการลงโทษจำคุกระยะสั้นสำหรับความผิดที่ไม่ร้ายแรงและเป็นความผิดครั้งแรก เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นพลเมืองดีและเป็นประโยชน์ต่อสังคม
ย่อคำพิพากษา
การลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดีแล้วยังทำให้จำเลยกลายเป็นคนมีประวัติเสื่อมเสียเมื่อพ้นโทษแล้วยากที่จะกลับตัวประกอบสัมมาอาชีพโดยสุจริตต่อไปได้ย่อมส่งผลให้ครอบครัวหรือผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยพลอยได้รับความเดือนร้อนทุกข์ยากไปด้วยและความผิดที่จำเลยขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้นก็มิใช่อาชญากรรมที่เป็นความผิดร้ายแรงอีกทั้งจำเลยเพิ่งจะกระทำความผิดครั้งแรกการให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดีโดยการรอการลงโทษและควบคุมความประพฤติไว้เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติคอยสอดส่องดูแลแนะนำช่วยเหลือหรือตักเตือนให้จำเลยได้แก้ไขฟื้นฟูตนเองเพื่อกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่า
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติทางหลวงพ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73
จำเลยให้การรับสารภาพ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. 2535 มาตรา 61, 73 จำเลยให้การรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐานจึงไม่ลดโทษ ให้จำคุก 2 เดือนปรับ 6,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 29, 30 ให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือนต่อครั้ง มีกำหนด 1 ปี
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานหนักและไม่รอการลงโทษโดยอัยการพิเศษประจำเขต 2 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ ภาค 1 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ที่โจทก์ฎีกาว่าพฤติการณ์แห่งคดีสมควรลงโทษจำเลยในสถานหนักและไม่รอการลงโทษให้แก่จำเลยนั้น เห็นว่า การลงโทษจำคุกระยะสั้นนอกจากจะไม่เกิดผลในการแก้ไขให้จำเลยกลับตัวเป็นคนดีแล้ว ยังทำให้จำเลยกลายเป็นคนมีประวัติเสื่อมเสีย เมื่อพ้นโทษแล้วก็ยากที่จะกลับตัวประกอบสัมมาอาชีพโดยสุจริตต่อไปได้ ซึ่งย่อมส่งผลให้ครอบครัวหรือผู้อยู่ในความอุปการะเลี้ยงดูของจำเลยพลอยได้รับความเดือนร้อนทุกข์ยากไปด้วย และความผิดที่จำเลยกระทำคือขับรถบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดนั้น ก็มิใช่อาชญากรรมที่เป็นความผิดร้ายแรง อีกทั้งจำเลยเพิ่งกระทำความผิดครั้งแรกการให้โอกาสจำเลยได้กลับตัวเป็นคนดีโดยการรอการลงโทษและคุมความประพฤติไว้เพื่อให้พนักงานคุมประพฤติคอยสอดส่อง ดูแลแนะนำ ช่วยเหลือหรือตักเตือนให้จำเลยได้แก้ไขฟื้นฟูตนเองเพื่อกลับตัวเป็นพลเมืองดีน่าจะเป็นผลดีแก่จำเลยและสังคมส่วนรวมมากกว่าที่ศาลล่างทั้งสองรอการลงโทษและคุมความประพฤติจำเลยมานั้นเป็นการใช้ดุลพินิจในการลงโทษจำเลยเหมาะสมแก่ความผิดที่จำเลยกระทำแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข คำพิพากษาศาลฎีกาที่โจทก์อ้างว่าศาลฎีกาเคยใช้ดุลยพินิจไม่รอการลงโทษให้แก่ผู้กระทำผิดคดีทำนองนี้นั้น ข้อเท็จจริงและพฤติการณ์แห่งคดีแตกต่างกับคดีนี้ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1993/2540
พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก โจทก์
นาย เกียรติภพ บัวผาย จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดนครนายก · จำเลย - นาย เกียรติภพ บัวผาย |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุรินทร์ นาควิเชียร · ถวิล อินทรักษา · อมร วีรวงค์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ