⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 257/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีขับไล่จำเลยออกจากทรัพย์สินของมูลนิธิซึ่งมีค่าเช่าไม่เกิน 4,000 บาทต่อเดือน ถือเป็นการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ และการใช้สิทธิฟ้องขับไล่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเช่า เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายที่ชอบด้วยเหตุผล

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทซึ่งมีค่าเช่าในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ4,000บาทจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในข้อเท็จจริงดังนั้นการที่จำเลยอุทธรณ์ว่าอ. มิได้เป็นผู้จัดการและช.มิได้เป็นเหรัญญิกของโจทก์โดยบุคคลทั้งสองไม่มีอำนาจทำการแทนโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้นเป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงต้องห้ามอุทธรณ์ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา224วรรคสองที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยในปัญหานี้จึงเป็นการไม่ชอบถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์นั้นถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิโจทก์และตามฎีกาของจำเลยก็ไม่ปรากฎว่าการให้เช่าตึกพิพาทเป็นการกระทำเพื่อหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือเพื่อหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกันจึงไม่ขัดต่อประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา110ที่ชำระใหม่แต่เป็นกรณีที่โจทก์ชอบที่จะกระทำได้เพื่อหาผลประโยชน์เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์และการที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเท่านั้นถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดโจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.224 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.110

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์จดทะเบียนเป็นมูลนิธิ มีพระอุดรคณาภิรักษ์ (กิตติวุฑโฒ ภิกขุ) หรือสมณศักดิ์ปัจจุบันคือ พระเทพกิตติปัญญาคุณ เป็นผู้จัดการ และท่านผู้หญิงเชิญพิศลยบุตร เป็นเหรัญญิก ตามตราสารจัดตั้งมูลนิธิโจทก์ ผู้จัดการหรือผู้ทำการแทนและเหรัญญิกลงลายมือชื่อร่วมกันมีอำนาจทำการแทนโจทก์ได้ โจทก์มอบอำนาจให้นายสาธิต รอดช้างหรือนายวรวุฒิ จักรแก้วฟ้องและดำเนินคดีแทน จำเลยทำสัญญาเช่าตึกแถวเลขที่ 626/53 หรือเลขที่ 7 ของโจทก์ มีกำหนดระยะเวลาเช่า 1 ปี 3 เดือน อัตราค่าเช่าเดือนละ 300 บาท นับแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2534 จนถึงวันที่28 กุมภาพันธ์ 2536 เมื่อครบกำหนดตามสัญญาเช่าแล้วโจทก์แจ้งให้จำเลยออกจากตึกแถวดังกล่าว แต่จำเลยเพิกเฉยขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 626/53 หรือเลขที่ 7 และส่งมอบตึกแถวแก่โจทก์โดยเรียบร้อยและห้ามเข้ามาเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า พระอุดรคณาภิรักษ์ (กิตติวุฑโฒ ภิกขุ)ไม่ได้เป็นกรรมการหรือผู้จัดการของโจทก์และท่านผู้หญิงเชิญพิศลยบุตร ไม่ได้เป็นเหรัญญิกของโจทก์และเนื่องจากได้พ้นตำแหน่งเนื่องจากได้พ้นตำแหน่งกรรมการมูลนิธิโจทก์ตั้งแต่ปี 2519บุคคลทั้งสองจึงไม่มีสิทธิมอบอำนาจให้นายสาธิต รอดช้าง หรือนายวรวุฒิ จักรแก้ว ฟ้องคดีนี้ การฟ้องขับไล่จำเลยและผู้เช่าออกจากที่ดินมิได้ทำเพื่อเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ได้จดทะเบียนไว้ โจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ในการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ และการที่โจทก์ต้องการที่ดินดังกล่าวเพื่อดำเนินการทางการค้าเป็นการกระทำที่ขัดต่อวัตถุประสงค์ของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยขนย้ายทรัพย์สินและบริวารออกจากตึกแถวเลขที่ 626/53 หรือเลขที่ 7 แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสานกรุงเทพมหานคร พร้อมส่งมอบตึกแถวดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อยห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องอีก จำเลย อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน จำเลย ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "เห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทซึ่งค่าเช่าตามสัญญาในขณะยื่นฟ้องไม่เกินเดือนละ4,000 บาท คดีจึงต้องห้ามมิให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 224 วรรคสอง ที่จำเลยอุทธรณ์ว่าพระอุดรคณาภิรักษ์ มิได้เป็นผู้จัดการและท่านผู้หญิงเชิญ พิศยบุตร มิได้เป็นเหรัญญิกของโจทก์ บุคคลทั้งสองไม่มีอำนาจทำการแทนโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เป็นอุทธรณ์ในข้อเท็จจริง ต้องห้ามอุทธรณ์ตามบทกฎหมายดังกล่าว ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยปัญหาตามอุทธรณ์ของจำเลยดังกล่าวและศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาจำเลยในปัญหานี้ จึงเป็นการไม่ชอบ ต้องถือว่าข้อเท็จจริงเป็นอันยุติแล้วตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่วินิจฉัยให้ ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทมูลนิธิซึ่งกฎหมายกำหนดวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ ฯลฯ มูลนิธิโจทก์ไม่มีวัตถุประสงค์ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งรวมทั้งการฟ้องขับไล่ผู้เช่า การฟ้องคดีนี้ของโจทก์เป็นเรื่องนอกเหนือวัตถุประสงค์และมีลักษณะเป็นกิจการค้าแสวงหาประโยชน์ ขัดต่อกฎหมายเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 110 ที่ชำระใหม่บัญญัติว่า"มูลนิธิได้แก่ทรัพย์สินที่จัดสรรไว้โดยเฉพาะสำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศลสาธารณะ กรมศาสนา ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษาหรือเพื่อสาธารณประโยชน์อย่างอื่น โดยมิได้มุ่งหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน และได้จดทะเบียนตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ การจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิ ต้องมิใช่เป็นการหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลใด นอกจากเพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธินั้นเอง" เห็นว่า การที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทซึ่งเป็นของโจทก์นั้นถือว่าเป็นการจัดการทรัพย์สินของมูลนิธิโจทก์ และตามฎีกาของจำเลยก็ไม่ปรากฎว่าการให้เช่าตึกพิพาทเป็นการกระทำเพื่อหาผลประโยชน์เพื่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดหรือเพื่อหาผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน จึงไม่ขัดต่อกฎหมายดังกล่าว แต่เป็นกรณีที่โจทก์ชอบที่จะกระทำได้เพื่อหาผลประโยชน์เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของโจทก์ และการที่โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาตามสัญญาเช่าแล้วนั้น ก็ถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายมิได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใด โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ขับไล่จำเลยออกจากตึกพิพาทนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 257/2540 มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย โจทก์ นางสาว อรวรรณ แซ่อึ้ง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - มูลนิธิอภิธรรมมหาธาตุวิทยาลัย · จำเลย - นางสาว อรวรรณ แซ่อึ้ง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชลอ บุณยเนตร · สมมาต พรหมานุกูล · กอบเกียรติ รัตนพานิช
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1206/2495ฎีกา 1083/2532ฎีกา 1604/2520ฎีกา 949/2534ฎีกา 3458/2533ฎีกา 71/2512ฎีกา 2258/2544ฎีกา 6703/2544ฎีกา 4655/2534ฎีกา 2368/2533ฎีกา 2745/2532ฎีกา 1808/2527ฎีกา 191/2501ฎีกา 3835/2525ฎีกา 4070/2528ฎีกา 772/2549ฎีกา 3304/2532ฎีกา 877/2497ฎีกา 8269/2544ฎีกา 5551/2567ฎีกา 121/2506ฎีกา 602/2541ฎีกา 259/2538ฎีกา 3574/2542
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ