⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2879/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ก็ต่อเมื่อศาลเห็นว่าจำเลยได้กระทำความผิดจริงตามพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบ โดยเฉพาะความผิดที่มีอัตราโทษขั้นต่ำ ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำผิดจริง.

ย่อคำพิพากษา

บทบัญญัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา176ที่ว่าถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานนั้นมิได้หมายความว่าเมื่อจำเลยรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไปถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิดศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา185โดยเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา317วรรคสามกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่5ปีขึ้นไปศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริงจึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยแล้วจึงพิพากษาคดีเมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่น่าพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา317วรรคสามดังนี้จำเลยจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิดการที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายขอให้จำเลยพากลับบ้านโดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยออกไปแต่จำเลยไม่พาผู้เสียหายกลับบ้านแต่พาไปที่บ้านเพื่อนจำเลยที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านดังกล่าวหลายวันและจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายหลายครั้งแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเต็มใจไปกับจำเลยหากผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลยผู้เสียหายก็มีโอกาสจะขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นได้เพราะก่อนที่จำเลยจะพาผู้เสียหายไปที่อำเภอสามพรานจำเลยยังแวะบ้านเพื่อนจำเลยที่หนองแขมก่อนและปรากฎว่าบ้านที่อำเภอสามพรานที่ผู้เสียหายพักอยู่กับจำเลยนั้นมีคนอื่นอยู่ร่วมด้วยผู้เสียหายก็มิได้ขอความช่วยเหลือแต่เมื่อข้อเท็จจริงยังฟังไม่ได้ว่าขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนั้นจำเลยมีความประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหายดังนั้นการที่จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุ14ปีเศษจากกรุงเทพมหานครไปอำเภอสามพราน และได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน15ปีไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารโดยปราศจากเหตุอันสมควรจึงเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา317วรรคสาม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.176 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.185 ประมวลกฎหมายอาญา ม.317

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา277, 317, 91 จำเลยให้การรับสารภาพ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคหนึ่ง, มาตรา 317 วรรคสาม เรียงกระทงลงโทษ ฐานกระทำชำเราเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปี จำคุก 10 ปีฐานพรากเด็กหญิงอายุไม่เกินสิบห้าปีเพื่อการอนาจาร จำคุก 12 ปีรวมจำคุก 22 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 11 ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 วรรคหนึ่ง และมาตรา 317 วรรคสาม ให้จำคุกกระทงละ8 ปี รวมจำคุก 16 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบื้องต้นฟังได้ว่าเด็กหญิง ก. ผู้เสียหายเกิดวันที่ 9 มีนาคม 2523 ขณะเกิดเหตุอายุ 14 ปีเศษ เป็นบุตรนาย พ. และนางส. บิดามารดาผู้เสียหายไม่ได้จดทะเบียนสมรสและแยกกันอยู่มานานแล้วผู้เสียหายอาศัยอยู่กับนาย พ. ผู้เป็นบิดา จำเลยและผู้เสียหายรู้จักกันมาก่อนเกิดเหตุ เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2538 เวลาประมาณ20 นาฬิกา ขณะผู้เสียหายอยู่ที่ห้างโรบินสัน สาขาสีลมผู้เสียหายพบจำเลยที่ห้างดังกล่าว ผู้เสียหายขอให้จำเลยไปส่งที่บ้านโดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยไป แต่จำเลยไม่พาผู้เสียหายไปส่งบ้านกลับพาไปที่บ้านเพื่อนจำเลยที่อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538มารดาจำเลยจึงนำจำเลยและผู้เสียหายกลับ ระหว่างที่จำเลยและผู้เสียหายพักอยู่ด้วยกันจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายหลายครั้ง มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยข้อแรกว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 หรือไม่จำเลยฎีกาว่า แม้จำเลยจะให้การรับสารภาพในความผิดฐานนี้แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ก็ต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยได้กระทำความผิดจริง จำเลยอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่า จำเลยได้กระทำความผิดแต่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลย เป็นการไม่ชอบนั้น พิเคราะห์แล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176บัญญัติว่า "ในชั้นพิจารณา ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้องศาลจะพิพากษาโดยไม่สืบพยานหลักฐานต่อไปก็ได้ เว้นแต่คดีที่มีข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยรับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไปหรือโทษสถานที่หนักกว่านั้น ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง" เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวที่ว่า ถ้าจำเลยให้การรับสารภาพตามฟ้อง ให้ศาลพิพากษาไปได้โดยไม่ต้องสืบพยานนั้น มิได้หมายความว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพแล้วจะต้องพิพากษาลงโทษจำเลยเสมอไป ถ้าศาลเห็นว่าจำเลยมิได้กระทำความผิดหรือการกระทำของจำเลยไม่เป็นความผิด ศาลย่อมพิพากษายกฟ้องได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 185โดยเฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามกำหนดอัตราโทษขั้นต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่าจำเลยได้กระทำผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยได้ และคดีนี้ศาลชั้นต้นก็ได้สืบพยานประกอบคำรับสารภาพของจำเลยด้วยแล้วจึงพิพากษาคดี เมื่อศาลชั้นต้นพิจารณาพยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบจนเป็นที่พอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสามดังนี้ จำเลยจึงมีสิทธิที่จะอุทธรณ์ว่า พยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำความผิด การที่ศาลอุทธรณ์ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบด้วยบทกฎหมายดังกล่าวแต่เพื่อไม่ให้คดีล่าช้าศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยในประเด็นข้อนี้ไปโดยไม่ต้องย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาพิพากษาก่อนในปัญหาที่ว่า จำเลยได้กระทำผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคสาม หรือไม่นั้น จำเลยฎีกาว่า จำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกัน ผู้เสียหายให้จำเลยพาหนี หากผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลย ผู้เสียหายมีโอกาสจะหลบหนีได้ ทั้งบ้านที่จำเลยพาผู้เสียหายไปพักนั้นก็มีบุคคลอื่น ๆ อยู่ร่วมด้วยหลายคน ผู้เสียหายมีโอกาสขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นการกระทำของจำเลยฟังได้ว่ามีเหตุอันสมควร ไม่เป็นความผิดฐานพรากผู้เยาว์ไปเพื่อการอนาจารนั้นพิเคราะห์แล้วได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่าผู้เสียหายรู้จักกับจำเลยเมื่อเดือนกันยายน 2537 จำเลยเคยไปพบผู้เสียหายที่บ้านของผู้เสียหายและผู้เสียหายเคยไปเที่ยวเตร่กับจำเลย เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2538เวลาประมาณ 20 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายอยู่ที่ห้างโรบินสันสาขาสีลม เพื่อรอเพื่อนกลับบ้านจำเลยกับเพื่อนจำเลยเข้าไปพบผู้เสียหาย ผู้เสียหายขอให้จำเลยพากลับบ้านโดยนั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของจำเลยออกไป แต่จำเลยไม่พาผู้เสียหายกลับบ้านแต่ได้พาไปที่บ้านเพื่อนจำเลยที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมผู้เสียหายพักอยู่ที่บ้านดังกล่าวตลอดมา จนถึงวันที่ 8มกราคม 2538 จำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหายอีกประมาณ 7 ถึง 8 ครั้งจนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2538 มารดาจำเลยจึงนำผู้เสียหายและจำเลยกลับ ดังนี้ เมื่อฟังประกอบกับคำรับสารภาพของจำเลยแล้วข้อเท็จจริงรับฟังได้ดังที่ผู้เสียหายเบิกความ พฤติการณ์ที่ผู้เสียหายไปกับจำเลยดังที่ผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเบิกความแสดงให้เห็นว่าผู้เสียหายเต็มใจไปกับจำเลย หากผู้เสียหายไม่เต็มใจไปกับจำเลย ผู้เสียหายก็มีโอกาสจะขอความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นได้เพราะได้ความว่าก่อนที่จำเลยจะพาผู้เสียหายไปที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐมจำเลยยังแวะบ้านเพื่อนจำเลยที่หนองแขมก่อน และปรากฎว่าบ้านที่อำเภอสามพราน ที่ผู้เสียหายพักอยู่กับจำเลยนั้นมีคนอื่นอยู่ร่วมด้วย แต่ผู้เสียหายก็มิได้ขอความช่วยเหลือส่วนที่จำเลยอ้างว่าพฤติการณ์แห่งคดีปรากฎว่าจำเลยไม่มีภริยาและเป็นการพาผู้เสียหายไปเพื่อภริยา จึงไม่ใช่เป็นการพาไปเพื่อการอนาจารนั้น ข้อเท็จจริงในคดีนี้ยังฟังไม่ได้ว่าขณะที่จำเลยพาผู้เสียหายไปนั้น จำเลยมีความประสงค์จะอยู่กินฉันสามีภริยากับผู้เสียหาย ข้ออ้างของจำเลยฟังไม่ขึ้น เห็นว่าการที่จำเลยพาผู้เสียหายซึ่งมีอายุ 14 ปีเศษจากกรุงเทพมหานครไปที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม และได้ร่วมประเวณีกับผู้เสียหาย ถือได้ว่าเป็นการพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปเสียจากบิดามารดาหรือผู้ปกครองเพื่อการอนาจารโดยปราศจากเหตุอันสมควร อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317วรรคสาม ตามฟ้อง ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น จำเลยฎีกาว่า ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางอนุญาตให้จำเลยสมรสกับผู้เสียหาย จำเลยกับผู้เสียหายได้จดทะเบียนสมรสกันแล้วตามใบสำคัญการสมรสและคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลางแนบท้ายฎีกาจำเลยจึงไม่ต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคท้ายนั้นพิเคราะห์แล้วจำเลยได้แนบคำสั่งศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 1129/2539 และใบสำคัญการสมรสท้ายฎีกา โจทก์รับสำเนาฎีกาแล้วไม่แก้ฎีกาหรือคัดค้าน ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้ตามที่จำเลยฎีกา จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษในข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277 วรรคแรก ตามนัยแห่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 277วรรคท้าย ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น ที่จำเลยฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 ในสถานเบาหรือรอการลงโทษนั้น พิเคราะห์แล้วเห็นว่าขณะกระทำความผิดจำเลยอายุ 20 ปี พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่าจำเลยกับผู้เสียหายรักใคร่ชอบพอกันมาก่อนและต่อมาได้จดทะเบียนสมรสกันแล้ว สมควรลดมาตราส่วนโทษให้แก่จำเลยลงหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และกรณีเหตุสมควรรอการลงโทษจำคุกไว้เพื่อให้โอกาสจำเลยได้กลับตนเป็นพลเมืองดีสักครั้งหนึ่งฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า สำหรับความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 277 ให้ยกฟ้อง ส่วนความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 317 วรรคท้าย จำเลยอายุไม่เกิน 20 ปี ลดมาตราส่วนโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 ลงหนึ่งในสามแล้ว ให้จำคุกจำเลย4 ปี จำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา เมื่อลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้ว คงจำคุก2 ปี ให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2879/2540 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นาย ว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - นาย ว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชัย สายเชื้อ · วิรักษ์ เอื้ออังกูร · ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1656/2544ฎีกา 481/2526ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1305/2547ฎีกา 597/2485ฎีกา 913/2538ฎีกา 4529/2545ฎีกา 1774/2536ฎีกา 164/2553ฎีกา 3026/2517ฎีกา 2963/2535ฎีกา 726/2487ฎีกา 2813/2566ฎีกา 848/2545ฎีกา 16889/2555ฎีกา 738/2536ฎีกา 5806/2534ฎีกา 514/2486ฎีกา 1516/2549ฎีกา 1618/2499ฎีกา 1895/2492ฎีกา 199/2547ฎีกา 34/2521
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ