คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2994/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อจำเลยเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจำคุก โดยให้รอการลงโทษไว้ และจำเลยได้มากระทำผิดคดีอาญาอีกภายในกำหนดเวลาที่รอการลงโทษ ศาลมีอำนาจสั่งลงโทษจำเลยในคดีหลัง โดยนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้ได้ แม้โจทก์มิได้บรรยายฟ้องหรือขอให้บวกโทษก็ตาม
ย่อคำพิพากษา
เมื่อจำเลยให้การรับว่าเคยต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษฐานมียาเสพติดไว้ในครอบครองโดยมิได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี 2 เดือน โดยให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 2 ปี และภายในเวลา 5 ปี จำเลยได้มากระทำผิดคดีนี้อีก ฉะนั้นแม้โจทก์จะมิได้บรรยายฟ้อง และมิได้ขอให้บวกโทษในคดีดังกล่าวเข้ากับคดีนี้มาท้ายฟ้องแต่ก็เป็นกรณีที่ความปรากฏแก่ศาลตาม ป.อ.มาตรา 58 วรรคหนึ่ง ที่แก้ไขแล้วโดยพ.ร.บ.แก้ไขเพิ่มเติม ป.อ.(ฉบับที่ 10) พ.ศ.2532 มาตรา 4 ศาลจึงต้องนำโทษที่รอการลงโทษไว้ในคดีก่อนมาบวกเข้ากับโทษของจำเลยในคดีนี้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดลำปาง · จำเลย - นายนคร ฟูใจ |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สันติ ทักราล · จารุณี ตันตยาคม · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดลำปาง - นายอิทธิ มุสิกะพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายเรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา