คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4225/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
หากพยานที่ฝ่ายตนเองอ้างมาเบิกความขัดแย้งกับฝ่ายตนเอง ฝ่ายนั้นอาจขออนุญาตศาลซักถามพยานนั้นเสมือนเป็นพยานของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่หากไม่ได้ขออนุญาต ก็จะถือว่าพยานนั้นเบิกความปรปักษ์ต่อฝ่ายตนเองไม่ได้
ย่อคำพิพากษา
การที่ อ.พยานโจทก์เบิกความไม่ตรงกับที่โจทก์และพยานโจทก์ปากอื่นเบิกความ แต่คำเบิกความของ อ.กลับเจือสมกับที่จำเลยให้การ ทำให้ข้อต่อสู้และพยานหลักฐานที่จำเลยที่ 2 นำสืบว่าที่พิพาทเป็นของจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักมากกว่าพยานหลักฐานโจทก์นั้น หากโจทก์เห็นว่า อ.ซึ่งเป็นพยานที่ฝ่ายโจทก์อ้างมาเบิกความเป็นปรปักษ์แก่โจทก์เอง โจทก์ก็อาจขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถาม อ.เสมือนหนึ่งเป็นพยานซึ่งคู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา ดังที่บัญญัติไว้ใน ป.วิ.พ.มาตรา117 วรรคหก แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์ได้ขออนุญาตต่อศาลเพื่อซักถาม อ.พยานโจทก์เสมือนหนึ่งเป็นพยานที่คู่ความอีกฝ่ายหนึ่งอ้างมา ดังนี้จะถือว่า อ.เบิกความเป็นปรปักษ์ต่อโจทก์ยังไม่ได้
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - ๓๙ นายบุญจันทร์ ชัยสนิท · จำเลย - ๐ นายธวัช กาญจนเมธากุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อธิราช มณีภาค · มงคล สระฏัน · วุฒิ คราวุฒิ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสงขลา - นายน้ำเพชร ปานะถึก · ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ - นายสุนทร สิทธิ์เวชวิจิตร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา