คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5112/2540
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่โจทก์อ้างว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ แม้จะมีการกล่าวถึงลักษณะเป็นการเช่าหรือไม่ก็ตาม แต่หากมูลฟ้องไม่ได้อ้างถึงการเช่าเป็นหลัก โจทก์ก็มีอำนาจฟ้องโดยไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
ย่อคำพิพากษา
ฟ้องโจทก์อ้างว่าโจทก์เป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทได้ให้จำเลยอยู่อาศัย ที่โจทก์นำสืบว่าจำเลยเช่าก็เพื่อแสดงให้เห็นว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ อาจยินยอมให้จำเลยอยู่อาศัยโดยไม่มีค่าตอบแทนหรือจำเลยอาจต้องเสียค่าตอบแทนอันมีลักษณะเป็นการเช่า ซึ่งก็มีความหมายอยู่ในตัวว่าจำเลยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยอาศัยสิทธิของโจทก์ และจำเลยก็ให้การยืนยันว่าจำเลยเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ไม่เคยอาศัยสิทธิอยู่อาศัยของโจทก์ โจทก์ไม่เคยเข้าเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ดังนี้เมื่อโจทก์ไม่ได้อ้างถึงการเช่าเป็นมูลฟ้อง กรณีจึงไม่ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนของ พ.ร.บ.การเช่าที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ.2524โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายชาตรี อ้วนลา · จำเลย - นายประมวล วงษ์ภักดี |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | อุระ หวังอ้อมกลาง · เสริม บุญทรงสันติกุล · สิงหะ สัตยธรรม |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดพิจิตร - นายตุล เมฆยงค์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ - นายกนก อินทรัมพรรย์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา