⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6176/2540

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6176/2540

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การขอหมายบังคับคดีและการยึดทรัพย์เป็นเพียงขั้นตอนการบังคับคดี หากโจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดี และไม่อาจนำหนี้ที่พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีมาฟ้องให้ล้มละลายได้

ย่อคำพิพากษา

ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์วันที่ 14 มิถุนายน 2528 โจทก์ชอบที่จะร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความ มาตรา 271แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2529 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 ในวันที่ 19 ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์2529 และวันที่ 27 เมษายน 2532 ซึ่งต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์ที่ยึดออกขายทอดตลาดก็ตาม ก็เป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดี เมื่อหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีเสียภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดี แก่จำเลยทั้งสอง จึงไม่อาจนำหนี้ที่พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีดังกล่าวมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.271 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.8 พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 ม.14

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองเป็นลูกหนี้โจทก์ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำปาง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 255/2528 พิพากษาเมื่อวันที่14 มิถุนายน 2528 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน 2,204,125.88 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 19 ต่อปี จากต้นเงิน 2,197,263.19 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คดีถึงที่สุดแล้ว จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ โจทก์ขอให้ศาลออกหมายบังคับคดี และนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ จำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้งได้รับเงินจากการขายทอดตลาดนำมาหักชำระหนี้โจทก์ได้บางส่วนคิดถึงวันฟ้องจำเลยทั้งสองยังคงค้างชำระหนี้โจทก์เป็นเงิน5,707,148.17 บาท จำเลยทั้งสองไม่มีทรัพย์สินอย่างหนึ่งอย่างใดที่จะพึงยึดมาชำระหนี้ได้อีกและจำเลยทั้งสองย้ายภูมิลำเนาไปจากเคหสถานที่เคยอยู่ ยักย้ายทรัพย์ไปให้พ้นอำนาจศาลและเคยแจ้งให้โจทก์ทราบว่าไม่สามารถชำระหนี้ได้ ถือได้ว่าจำเลยทั้งสองมีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาด และพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย จำเลยที่ 1 ให้การว่า โจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อพ้นกำหนดเวลา 10 ปีนับแต่วันที่ศาลพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ จำเลยที่ 1มิได้เป็นผู้มีหนี้สินล้นพ้นตัว ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ไม่ยื่นคำให้การและจำเลยทั้งสองขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นมีคำสั่งให้พิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยทั้งสองเด็ดขาดตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 14 จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติได้ว่า โจทก์เป็นเจ้าหนี้จำเลยทั้งสองตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดลำปาง คดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 2555/2528 ซึ่งพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 2,204,125.88 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ย เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2528 จำเลยทั้งสองไม่ชำระหนี้ให้โจทก์ โจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีในวันที่ 19 กุมภาพันธ์2529 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 รวม 2 ครั้งครั้งแรกวันที่ 19 กุมภาพันธ์ ครั้งที่สอง วันที่ 27 เมษายน 2532เจ้าพนักงานบังคับคดีขายทอดตลาดทรัพย์ที่นำยึดแล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ จำเลยทั้งสองยังค้างชำระหนี้โจทก์นับถึงวันฟ้องเป็นเงิน 5,707,148.17 บาท โดยโจทก์ฟ้องคดีนี้วันที่ 20 ธันวาคม2538 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะนำหนี้ตามคำพิพากษาซึ่งเกินกำหนดสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษามาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้หรือไม่ เห็นว่า เมื่อศาลจังหวัดลำปางพิพากษาให้จำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์วันที่ 14 มิถุนายน 2528โจทก์ชอบที่จะร้องขอบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองภายในสิบปีนับแต่วันที่มีคำพิพากษา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 271แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่าโจทก์ได้ขอหมายบังคับคดีเมื่อวันที่ 19กุมภาพันธ์ 2529 และนำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1ในวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2529 และวันที่ 27 เมษายน 2532 และต่อมาเจ้าพนักงานบังคับคดีได้นำทรัพย์ที่ยึดออกขายทอดตลาดก็ตามก็เป็นขั้นตอนของการดำเนินการบังคับคดี เมื่อหนี้ที่โจทก์นำมาฟ้องคดีนี้ โจทก์มิได้ดำเนินการบังคับคดีเสียภายในสิบปีนับแต่วันมีคำพิพากษา โจทก์ย่อมหมดสิทธิที่จะบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสอง โจทก์จึงไม่อาจนำหนี้ที่พ้นกำหนดเวลาบังคับคดีดังกล่าวแล้วมาฟ้องจำเลยทั้งสองให้ล้มละลายได้ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6176/2540 ธนาคาร เอเชีย จำกัด ( มหาชน โจทก์ นาง ฟอง จันทร์ หรือ นวลจันทร์ วันหล้า จำเลย หรือ แซ่อึ้ง หรือ แก้ว พินิจ กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร เอเชีย จำกัด ( มหาชน · จำเลย - นาง ฟอง จันทร์ หรือ นวลจันทร์ วันหล้า · จำเลย - หรือ แซ่อึ้ง หรือ แก้ว พินิจ กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ไพโรจน์ คำอ่อน · เสริม บุญทรงสันติกุล · พิชัย เตโชพิทยากูล
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 482/2536ฎีกา 285/2503ฎีกา 8454/2544ฎีกา 2763/2551ฎีกา 1506/2542ฎีกา 2076/2542ฎีกา 171/2513ฎีกา 6789/2541ฎีกา 5610/2548ฎีกา 5884/2559ฎีกา 5801/2538ฎีกา 3808/2526ฎีกา 3581/2538ฎีกา 6193/2551ฎีกา 5355/2530ฎีกา 3219/2534ฎีกา 945/2504ฎีกา 1368/2510ฎีกา 616-617/2490ฎีกา 1388/2500ฎีกา 5272/2544ฎีกา 3781/2545ฎีกา 684/2488ฎีกา 1763/2551
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ