⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรก › ค้นฎีกา › ฎีกา 1441/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2541

ป.วิ.แพ่ง ม.248

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฎีกาว่านิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินและเป็นการคบคิดฉ้อฉล ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสอง

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อ้างว่าจำเลยอยู่โดยละเมิดและเรียกค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะสัญญาซื้อขายทรัพย์สินพิพาทระหว่างจำเลยกับส.เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินและโจทก์คบคิดกับส.โอนทรัพย์สินพิพาทโดยฉ้อฉล ทั้งโจทก์มิได้เสียหายอย่างใดจึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆ ออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ10,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองจำเลยฎีกาว่าจำเลยกับ ส.ไม่มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินพิพาทแต่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน และที่ ส. โอนขายทรัพย์สินพิพาทให้แก่โจทก์เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลจำเลย ทั้งค่าเช่าในทรัพย์สินพิพาทไม่เกินเดือนละ 4,000 บาท นั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.248 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ซื้อบ้านเลขที่ 62/155 และ 62/156พร้อมที่ดินโฉนดเลขที่ 26790, 26791 และ 23938 ตั้งอยู่หมู่ที่ 4ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรี กรุงเทพมหานครจากนางสาวสายใจ สินธุพันธ์เดชา ซึ่งเดิมทรัพย์สินดังกล่าวเป็นของจำเลยและขายให้แก่นางสาวสายใจ ปรากฏว่าจำเลยและบริวารไม่ยอมออกไปจากทรัพย์สินข้างต้น ขอให้บังคับจำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 62/155 และ 62/156 ดังกล่าว ให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 10,000 บาท แก่โจทก์นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากบ้านและที่ดินของโจทก์ จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า จำเลยกู้เงินจากนางสาวสายใจ สินธุพันธ์เดชา จำนวน 350,000 บาท ต่อมาถูกนางสาวสายใจบังคับให้ใช้หนี้โดยให้จำเลยทำนิติกรรมอำพรางนำบ้านและที่ดินของจำเลยตามฟ้องไปจดทะเบียนโอนขายให้แก่นางสาวสายใจซึ่งขณะนั้นจำเลยจำนองไว้แก่ธนาคารกรุงเทพ จำกัด(มหาชน) จำนวน 780,000 บาท นางสาวสายใจ ได้ชำระหนี้จำนองและนำเงินกู้มารวมเข้าด้วยกัน แต่ได้จดทะเบียนการซื้อขายไว้เพียง850,000 บาท โดยนางสาวสายใจสัญญาว่า หากจำเลยหาเงินจำนวน 1,200,000 บาท มาคืนให้แก่นางสาวสายใจได้จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนแก่จำเลยทันที ต่อมาจำเลยติดต่อให้นางสาวสายใจโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินคืนให้แก่จำเลย พร้อมกับจะชำระเงินคืนแก่นางสาวสายใจจำนวน 1,200,000 บาท แต่นางสาวสายใจแจ้งว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นญาติของนางสาวสายใจไปแล้ว ซึ่งเป็นการผิดสัญญาที่ให้ไว้ต่อจำเลยโจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลย เพราะโจทก์ทุจริตคบคิดกับนางสาวสายใจเพื่อประสงค์จะฉ้อโกงทรัพย์สินของจำเลยซึ่งมีราคามากกว่าหนี้สินที่จำเลยติดค้างนางสาวสายใจ ทั้งจำเลยไม่ต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและบริวารออกไปจากบ้านเลขที่ 62/155 และ 62/156 หมู่ที่ 4 ตำบลบางชัน อำเภอมีนบุรีกรุงเทพมหานคร กับให้จำเลยใช้ค่าเสียหายเดือนละ 5,000 บาทแก่โจทก์ นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2538 จนกว่าจำเลยและบริวารจะออกไปจากทรัพย์สินดังกล่าว จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากอสังหาริมทรัพย์อ้างว่าจำเลยอยู่โดยละเมิดและเรียกค่าเสียหายเท่ากับอัตราค่าเช่าเดือนละ 10,000 บาท จำเลยให้การต่อสู้คดีว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง เพราะสัญญาซื้อขายทรัพย์สินพิพาทระหว่างจำเลยกับนางสาวสายใจเป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงินและโจทก์คบคิดกับนางสาวสายใจโอนทรัพย์สินพิพาทโดยฉ้อฉลทั้งโจทก์มิได้เสียหายอย่างใด จึงเป็นคดีฟ้องขับไล่บุคคลใด ๆออกจากอสังหาริมทรัพย์อันมีค่าเช่าหรืออาจให้เช่าได้ในขณะยื่นคำฟ้องไม่เกินเดือนละ 10,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคสองการที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยกับนางสาวสายใจไม่มีเจตนาซื้อขายทรัพย์สินพิพาท แต่เป็นนิติกรรมอำพรางสัญญากู้ยืมเงิน และที่นางสาวสายใจโอนขายทรัพย์สินให้แก่โจทก์เป็นการคบคิดกันฉ้อฉลจำเลย อีกทั้งค่าเช่าในทรัพย์สินพิพาทไม่เกินเดือนละ 4,000 บาทนั้นเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ถือเป็นปัญหาข้อเท็จจริงอันต้องห้ามฎีกาตามบทกฎหมายดังกล่าวข้างต้นที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของจำเลยเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย" พิพากษายกฎีกาของจำเลย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1441/2541 นาย วิรัช บำรุงศ รี โจทก์ นาย เพิ่ม ศักดิ์ จ่า เมือง จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย วิรัช บำรุงศ รี · จำเลย - นาย เพิ่ม ศักดิ์ จ่า เมือง
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · สมคิด ไตรโสรัส · อัธยา ดิษยบุตร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5302/2548ฎีกา 1015/2509ฎีกา 824/2519ฎีกา 3314/2549ฎีกา 1590/2513ฎีกา 4015/2528ฎีกา 83-84/2529ฎีกา 1229/2545ฎีกา 2812/2539ฎีกา 3231/2557ฎีกา 13566/2558ฎีกา 1030/2509ฎีกา 817/2490ฎีกา 1339/2543ฎีกา 8732/2549ฎีกา 2186/2550ฎีกา 891/2510ฎีกา 825/2509ฎีกา 6058/2538ฎีกา 6455/2538ฎีกา 142/2530ฎีกา 2290/2535ฎีกา 5911-5913/2533ฎีกา 1783/2527
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ