คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3044/2541
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยให้การปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นหนี้ค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ย่อมถือเป็นการต่อสู้คดีในประเด็นหนี้ค่าจ้างแล้ว ศาลจะวินิจฉัยว่าจำเลยยอมรับว่าค้างจ่ายค่าจ้างโดยอาศัยเพียงคำให้การของจำเลยว่าไม่ได้ติดค้างค่าจ้างแก่โจทก์กับพวกดังที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้องนั้น ไม่ถูกต้อง
ย่อคำพิพากษา
ตามคำให้การของจำเลยมีข้อความระบุไว้ว่า "จำเลยเคยเสนอเหตุผลว่า จำเลยนี้ไม่เคยติดค้างค่าจ้างแก่โจทก์กับพวกดังที่กล่าวอ้างมาในคำฟ้อง"ย่อมมีความหมายว่า จำเลยได้ให้การปฏิเสธว่าจำเลยไม่ได้เป็นหนี้ค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ ดังนี้ การที่ศาลแรงงานวินิจฉัยว่า ตามคำให้การของจำเลยไม่ปรากฏว่าจำเลยให้การปฎิเสธว่าไม่ได้ค้างจ่ายค่าจ้างโจทก์ ต้องถือว่าจำเลยยอมรับว่าค้างจ่ายค่าจ้างจริงตามที่โจทก์ฟ้อง จึงมีคำสั่งงดสืบพยานโจทก์จำเลย และพิพากษาให้จำเลยจ่ายค่าจ้างค้างจ่ายแก่โจทก์ตามฟ้อง จึงไม่ถูกต้อง กรณีมีเหตุที่ศาลฎีกาจะย้อนสำนวนไปให้ศาลแรงงานดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายปริญญา มูลทรัพย์ · จำเลย - ๑ บริษัทคอร์ดุ๊คส์ไทย จำกัด |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | กมล เพียรพิทักษ์ · พรชัย สมรรถเวช · อร่าม หุตางกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแรงงานกลาง - นายธีระยุทธ ทรัพย์นภาพร · ศาลอุทธรณ์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา