คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4207/2541
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่บุคคลอื่นอ้างสิทธิหรือแสดงเจตนาจะใช้สิทธิในทรัพย์สินของผู้อื่น แต่ยังไม่ได้กระทำการใดๆ อันเป็นการรบกวนหรือโต้แย้งการครอบครองของเจ้าของกรรมสิทธิ์โดยตรงนั้น ไม่ถือเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดสิทธิในกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองที่จะทำให้เจ้าของกรรมสิทธิ์มีอำนาจฟ้องขอให้ศาลคุ้มครองชั่วคราวได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินพิพาท จำเลยที่ 4 และที่ 5อ้างว่าเป็นตัวแทนของจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 มาพบโจทก์และพูดขอแบ่งที่ดินพิพาทจากโจทก์ แต่โจทก์ไม่ยินยอม ต่อมาจำเลยที่ 2 สั่งการให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 พร้อมกับเจ้าพนักงานตำรวจมาทำการรังวัดที่ดินพิพาทเป็นการแย่งสิทธิครอบครองโดยพลการ โจทก์เกรงกลัวอันตราย ขอให้ห้ามจำเลยทั้งห้าและบริวารเข้าไปเกี่ยวข้องในที่ดินพิพาท ตามคำฟ้องของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งห้าได้เข้าไปแย่งการครอบครองที่ดินของโจทก์ ถือไม่ได้ว่าโจทก์ถูกจำเลยทั้งห้ารบกวนการครอบครองที่จะเป็นการโต้แย้งสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยทั้งห้า เรื่องอำนาจฟ้องเป็นปัญหาอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลยกขึ้นวินิจฉัยเองได้ตาม ป.วิ.พ.มาตรา 142 (5)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสุพร ปรือปรัง กับพวก · จำเลย - นายสาลี ข่ายทอง กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ธรรมนูญ โชคชัยพิทักษ์ · สมชัย สายเชื้อ · วิรักษ์ เอื้ออังกูร |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดศรีสะเกษ - นางสาวมณฑิรา ศิลปศร · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายบุญศรี แก้วสาร |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา