⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4301/2541

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2541

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกล่าวข้อความอันเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ล่วงสิทธิส่วนบุคคล ซึ่งวิญญูชนทั่วไปจะเข้าใจได้ว่าผู้ถูกกล่าวถึงเป็นคนไม่ดี มีปัญหา และจะถูกไล่ออกจากงาน ถือเป็นข้อความที่น่าจะทำให้ผู้ถูกกล่าวถึงเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ย่อคำพิพากษา

สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัวย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่จำเลยซึ่งเป็นผู้จัดการธนาคารกล่าวข้อความว่า"โจทก์มีปัญหาในครอบครัว ทะเลาะเบาะแว้งกัน มีปัญหากับพนักงานในสาขาถึงได้ถูกย้ายไปสำนักงานใหญ่คงอยู่ไม่ได้นานต้องถูกไล่ออก" ต่อ อ. ลูกค้าของธนาคารย่อมเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ล่วงสิทธิส่วนบุคคลซึ่งข้อความดังกล่าววิญญูชนทั่วไปย่อมจะเข้าใจได้ว่าโจทก์ซึ่งเป็นพนักงานฝ่ายสินเชื่อเป็นคนไม่ดีทะเลาะกับสามีมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานจนต้องถูกย้ายและกระทำความผิดร้ายแรงถึงขนาดจะถูกไล่ออกจากงานด้วย จึงเป็นข้อความที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชังอันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท หาใช่เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สามีภริยาทะเลาะกันหรือเป็นคำติชมของผู้บังคับบัญชาหรือเป็นการกล่าวคาดคะเนแต่อย่างใดไม่ แต่เมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อญาติของโจทก์เพียงคนเดียว และข้อความหมิ่นประมาทก็มิได้ทำให้ โจทก์เสียหายมากมายนัก นับว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีลักษณะ ไม่ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกและรอการลงโทษนั้น หนักเกินไปควรให้ปรับจำเลย 5,000 บาท

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.56 ประมวลกฎหมายอาญา ม.326

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 326 จำคุก 1 เดือน ปรับ 5,000 บาท จำเลยไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ไม่ชำระค่าปรับจัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นพนักงานสินเชื่อของธนาคารไทยทนุ จำกัด สาขาลาดพร้าว ซอย 136 โดยมีจำเลยเป็นผู้จัดการสาขาซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาของโจทก์ มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยกระทำความผิดฐานหมิ่นประมาทตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอาณัติ ซิ้มสำอางค์ประจักษ์พยานเพียงปากเดียวเบิกความยืนยันว่า จำเลยได้กล่าวข้อความตามฟ้อง เมื่อพิจารณาคำเบิกความของประจักษ์พยานปากนี้ด้วยความระมัดระวังแล้ว เห็นว่า พยานเป็นญาติกับโจทก์เมื่อได้รับฟังการกล่าวถึงสิ่งไม่ดีเกี่ยวกับโจทก์แล้ว วันรุ่งขึ้นได้นำสิ่งที่ได้รับฟังมาไปเล่าให้โจทก์ฟังย่อมมีน้ำหนักให้รับฟังได้ และมีตัวโจทก์นำสืบสนับสนุนคำเบิกความของประจักษ์พยานดังกล่าว ทั้งรุ่งขึ้นอีกวันหนึ่งโจทก์ได้ไปพบจำเลยแล้วสอบถามเรื่องที่จำเลยกล่าวข้อความตามฟ้องด้วย ประกอบกับจำเลยก็เบิกความรับว่าประจักษ์พยานโจทก์จะย้ายบัญชีเงินฝากไปยังสาขาอื่นอันเป็นมูลเหตุให้ประจักษ์พยานโจทก์ไปพบจำเลยและได้แจ้งให้ประจักษ์พยานโจทก์ทราบว่า สำนักงานใหญ่มีคำสั่งให้ย้ายโจทก์เพื่อความเหมาะสมเพราะโจทก์กับสามีโจทก์มีปัญหากับทางสำนักงานใหญ่ ซึ่งเป็นข้อความที่มีส่วนคล้ายกับข้อความตามที่โจทก์ฟ้องอันเป็นการเจือสมพยานโจทก์ ทำให้คำเบิกความของประจักษ์พยานมีน้ำหนักยิ่งขึ้น พยานหลักฐานโจทก์จึงมีน้ำหนักให้รับฟังได้ ส่วนข้อนำสืบของจำเลยที่ปฏิเสธว่าไม่ได้กล่าวข้อความตามฟ้องเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ไม่มีน้ำหนักสามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุดังฟ้อง จำเลยได้กล่าวข้อความตามฟ้องจริงคงมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่า การกล่าวข้อความตามฟ้องเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทหรือไม่ เห็นว่า สิทธิส่วนบุคคลในครอบครัว เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือความเป็นอยู่ส่วนตัว ย่อมได้รับความคุ้มครอง การที่จำเลยกล่าวข้อความตามฟ้องต่อนายอาณัติย่อมเป็นการยืนยันข้อเท็จจริงที่ล่วงสิทธิส่วนบุคคลดังกล่าว และเมื่อพิจารณาข้อความตามฟ้องประกอบกันแล้ว วิญญูชนทั่วไปย่อมจะเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นคนไม่ดี ทะเลาะกับสามีมีปัญหากับเพื่อนร่วมงานจนต้องถูกย้ายและกระทำความผิดร้ายแรงถึงขนาดจะถูกไล่ออกจากงานด้วย จึงเป็นข้อความที่น่าจะทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง อันเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาทตามที่โจทก์ฟ้อง หาใช่เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สามีภริยาทะเลาะกันหรือเป็นคำติชมของผู้บังคับบัญชาหรือเป็นการกล่าวคาดคะเนแต่อย่างใดไม่ ซึ่งคำพิพากษาศาลฎีกาที่จำเลยอ้างถึงในคำแก้ฎีกา ข้อเท็จจริงไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ และฎีกาของโจทก์ก็ไม่ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 และ 220 ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโจทก์ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นแต่อย่างไรก็ดี พิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีที่จำเลยกล่าวข้อความหมิ่นประมาทโจทก์ต่อญาติของโจทก์เพียงคนเดียว และข้อความหมิ่นประมาทก็มิได้ทำให้โจทก์เสียหายมากมายนัก นับว่าเป็นการกระทำความผิดที่มีลักษณะไม่ร้ายแรง ที่ศาลชั้นต้นกำหนดโทษจำคุกและรอการลงโทษนั้น เห็นว่าหนักเกินไป" พิพากษากลับ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ให้ปรับจำเลย 5,000 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4301/2541 นางสาว วราภรณ์ มงคลพัฒนกุล โจทก์ นาง เนตรนิล พิกุลศิริ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางสาว วราภรณ์ มงคลพัฒนกุล · จำเลย - นาง เนตรนิล พิกุลศิริ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมบัติ เดียวอิศเรศ · ไสว จันทะศรี · เสรี ชุณหถนอม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3901/2545ฎีกา 17225/2557ฎีกา 1891/2500ฎีกา 106/2506ฎีกา 7651/2552ฎีกา 7074/2541ฎีกา 5598/2540ฎีกา 633/2540ฎีกา 2724/2550ฎีกา 664/2520ฎีกา 3911/2568ฎีกา 110/2516ฎีกา 412/2540ฎีกา 370/2542ฎีกา 1499/2531ฎีกา 9435/2554ฎีกา 1105/2519ฎีกา 187/2530ฎีกา 1049/2539ฎีกา 858/2523ฎีกา 170/2539ฎีกา 6318/2534ฎีกา 1935/2541ฎีกา 2172/2537
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ