⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1572/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองแทนจะเปลี่ยนเป็นครอบครองปรปักษ์ได้ ต้องมีการแสดงเจตนาให้เจ้าของที่ดินทราบโดยแจ้งชัด

ย่อคำพิพากษา

โจทก์โอนที่ดินส่วนของโจทก์ให้จำเลยครอบครองแทนแม้จำเลยจะนำที่ดินพิพาทไปขอออก น.ส.3 ก. แต่เมื่อไม่ปรากฏว่า จำเลยแจ้งเปลี่ยนเจตนาในการครอบครองจากครอบครองแทน เป็นครอบครองเพื่อตนไปยังโจทก์ จำเลยครอบครองที่ดินพิพาท นานเท่าใดก็หาได้สิทธิครอบครองไม่ โจทก์ยังเป็นเจ้าของที่ดินพิพาท ในส่วนของโจทก์อยู่การที่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่า ที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด ศาลฎีกาคงพิพากษาให้โจทก์ได้รับ ที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์เท่านั้นตาม ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 142(2)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1381

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้พิพากษาที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 5106 เลขที่ดิน 162 ตำบลโคกสูง อำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เป็นของโจทก์ ห้ามจำเลยเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้เถียงกันฟังได้ว่าเดิมที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์และนายสุข งานโคกสูง สามีโจทก์ ตามแบบแจ้งการครอบครองที่ดิน(ส.ค.1) เอกสารหมาย จ.15 และหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) เอกสารหมาย ล.12 ปี 2519 นายสุขถึงแก่ความตายนายมั่ง ฉ่ำจอหอ ทำกินในที่ดินพิพาทต่างดอกเบี้ยเงินกู้ที่โจทก์เป็นหนี้นายมั่ง ปี 2526 โจทก์จดทะเบียนโอนที่ดินส่วนของตนให้แก่จำเลยและจำเลยจดทะเบียนรับโอนมรดกที่ดินส่วนของนายสุขโดยพี่น้องทุกคนของจำเลยทำหนังสือสละมรดก จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทตลอดมาโดยทำนาเองบางส่วนและให้ผู้อื่นเช่าบางส่วนและจำเลยขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) เป็นชื่อของจำเลยในปี 2527 คงมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์หรือไม่ เห็นว่า พยานหลักฐานโจทก์สอดคล้องต้องกันและสมเหตุผล ทั้งพยานบุคคลและเอกสารมีน้ำหนักในการรับฟังโดยเฉพาะตามบันทึกเอกสารหมาย ป.จ.1 ที่ปลัดอำเภอเมืองนครราชสีมาจังหวัดนครราชสีมา บันทึกไว้ในกรณีพิพาททางแพ่งระหว่างโจทก์กับนายมั่งตั้งแต่วันที่ 19 กันยายน 2526 ซึ่งจำเลยมิได้นำสืบปฏิเสธย่อมฟังได้ใจความว่า วันที่ 19 กันยายน 2526 โจทก์ไปร้องเรียนว่าโจทก์นำเงินไปชำระหนี้นายมั่งครบถ้วนแล้ว นายมั่งไม่ยอมออกจากที่ดินพิพาทในวันเดียวกันนายมั่งก็ให้ปากคำว่าโจทก์นำเงินมาชำระไม่หมด จึงไม่คืนที่ดินพิพาทให้ต่อมาวันที่ 7 ตุลาคม 2526 มีการบันทึกปากคำนายอิ่ม นางสายสุนี นางอนงค์และนายโปร่งว่า เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2526 โจทก์ขอยืมเงินนางสายสุนี63,000 บาท ชำระหนี้นายมั่งต่อหน้านางสายสุนี นายอิ่มและนางอนงค์ 60,000 บาท ส่วนอีก 3,000 บาท นางสายสุนีจะนำมาให้นายมั่งในภายหลัง และโจทก์ขอยืมเงินนายโปร่ง5,000 บาท ชำระหนี้นายมั่งต่อหน้านายโปร่งไปก่อนแล้ววันที่ 8 มกราคม 2527 โจทก์ขอให้ทางอำเภอบังคับนายมั่งออกจากที่ดินพิพาท อ้างว่าได้โอนที่ดินพิพาทให้จำเลยไปแล้วดังนั้น การโอนที่ดินพิพาทให้แก่จำเลยจึงกระทำระหว่างที่โจทก์ยังพิพาทอยู่กับนายมั่งส่วนจำเลยอ้างว่าชำระหนี้นายมั่งในวันที่20 กันยายน 2526 โดยนายสนิทสามีจำเลยเบิกความตอบทนายโจทก์ถามค้านว่า มีบันทึกการชำระหนี้ให้นายมั่ง ซึ่งปลัดอำเภอชื่อนายสาโรชทำไว้ด้วย นายมั่งคืนหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3) ให้ในวันเดียวกันนั้น เห็นว่า จำเลยเบิกความลอย ๆ มิได้อ้างบันทึกดังกล่าวมาเป็นพยานทั้งหากจำเลยชำระหนี้ให้แก่นายมั่งในวันดังกล่าว เหตุใดต่อมาในวันที่ 6 ตุลาคม 2526 นายอิ่มนางสายสุนี นางอนงค์ และนายโปร่งยังมาให้ปากคำยืนยันต่อปลัดอำเภอว่าโจทก์ขอยืมเงินนายโปร่งและนางสายสุนีชำระหนี้แก่นายมั่งอีก จึงไม่น่าเชื่อ และที่จำเลยอ้างว่าจำเลยชำระหนี้ให้แก่นางสายสุนีและนายโปร่งเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2526 ก็ปรากฏว่านางสายสุนีพยานจำเลยเองเบิกความว่า จำเลยทำนาต่อมาอีก5 ปีจึงชำระหนี้ให้แก่นางสายสุนีหมด จึงไม่น่าเชื่อเช่นกันทั้งคำเบิกความดังกล่าวของนางสายสุนีและที่ นางสายสุนีเบิกความว่า โจทก์กู้ยืมเงินนางนายสุนีไปใช้หนี้นายมั่งนั้นกลับเจือสมกับทางนำสืบของโจทก์ นอกจากนี้จำเลยเองเบิกความว่าจำเลยทำนาในที่ดินพิพาทไม่ถึง 10 ไร่ ได้ผลผลิตเพียงไรก็นำมาใช้กินเองและให้โจทก์ด้วย แสดงว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนโจทก์ ดังนี้ พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักดีกว่าพยานหลักฐานจำเลย ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า โจทก์โอนที่ดินพิพาทส่วนของโจทก์ให้จำเลยครอบครองแทนแม้จำเลยจะนำที่ดินพิพาทไปขอออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3 ก.) แต่เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยแจ้งเปลี่ยนเจตนาในการครอบครองจากครอบครองแทนเป็นครอบครองเพื่อตนไปยังโจทก์ จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทนานเท่าใดก็หาได้สิทธิครอบครองไม่ โจทก์ก็ยังเป็นเจ้าของที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์อยู่ แต่โจทก์ฟ้องขอให้ศาลพิพากษาว่าที่ดินพิพาทเป็นของโจทก์ทั้งหมด ศาลฎีกาคงพิพากษาให้โจทก์ได้รับที่ดินพิพาทในส่วนของโจทก์เท่านั้นตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 142(2) ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้นบางส่วน" พิพากษาแก้เป็นว่า ที่ดินตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์(น.ส.3 ก.) ทะเบียนเลขที่ 5106 เลขที่ดิน 162 ตำบลโคกสูงอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา เนื้อที่ 37 ไร่1 งาน โจทก์มีส่วนเป็นเจ้าของกึ่งหนึ่ง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1572/2542 นาง สุด งาน โค ก สูง โจทก์ นาง สำราญ ทอง กระ โทก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาง สุด งาน โค ก สูง · จำเลย - นาง สำราญ ทอง กระ โทก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วุฒินันท์ สุขสว่าง · ระพินทร บรรจงศิลป · วิรัช ลิ้มวิชัย
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1891/2551ฎีกา 3405/2537ฎีกา 6370-6371/2550ฎีกา 576/2540ฎีกา 356/2530ฎีกา 3375/2532ฎีกา 4884/2543ฎีกา 5732/2552ฎีกา 4072/2528ฎีกา 2749/2538ฎีกา 609/2526ฎีกา 1721/2528ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 1339/2499ฎีกา 5801/2538ฎีกา 2834/2527ฎีกา 4637/2567ฎีกา 3099/2524ฎีกา 10755/2551ฎีกา 2983/2549ฎีกา 6366/2538ฎีกา 8366/2557ฎีกา 8884/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ