คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2257/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ โจทก์ยังคงมีภาระต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้ศาลเห็นว่าข้ออ้างของตนมีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมาย เพื่อให้ศาลวินิจฉัยชี้ขาดให้โจทก์ชนะคดีได้
ย่อคำพิพากษา
โจทก์ซื้อบ้านและต้นกาแฟพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของศาล ส่วนที่ดินที่ปลูกบ้านและต้นกาแฟดังกล่าวทางราชการ ออกเอกสาร สปก.4-01 เป็นชื่อของ จ. สามีนอกสมรสของจำเลยหลังจากโจทก์ซื้อบ้านและต้นกาแฟจากการขายทอดตลาดแล้ว โจทก์นำคนงานไปเก็บผลกาแฟ จำเลยและ จ. ใช้มีดพร้าไล่ฟันคนงานของโจทก์หลายครั้งแต่ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับต้นกาแฟของโจทก์อย่างไร เมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงเท่านี้ จึงยังฟังไม่ได้ว่า จำเลยตัดต้นกาแฟและลักลอบเก็บผลกาแฟของโจทก์ แม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์ก็ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ตามฟ้อง เพราะศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะ ต่อเมื่อเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคหนึ่ง
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารขนย้ายสัมภาระออกไปจากบ้าน และห้ามจำเลยและบริวารทำละเมิดเกี่ยวกับต้นกาแฟของโจทก์ให้จำเลยส่งมอบบ้านดังกล่าวให้แก่โจทก์ในสภาพเรียบร้อย ให้จำเลยและบริวารย้ายชื่อออกจากสำมะโนครัวบ้าน (ที่ถูกคือทะเบียนบ้าน) ดังกล่าว
จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกอุทธรณ์โจทก์
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาพิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3ในส่วนที่ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์โจทก์เฉพาะที่ห้ามจำเลยและบริวารทำละเมิดต่อต้นกาแฟของโจทก์ไว้พิจารณา แล้วให้ศาลอุทธรณ์ภาค 3พิพากษาใหม่ตามรูปคดี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 3
ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติว่า โจทก์ซื้อบ้านและต้นกาแฟพิพาทมาจากการขายทอดตลาดของศาล ส่วนที่ดินที่ปลูกบ้านและต้นกาแฟดังกล่าวทางราชการออกเอกสาร สปก.4-01เป็นชื่อของนายจิ้น ถึงเสียบญวน สามีนอกสมรสของจำเลยคงมีปัญหามาสู่ศาลฎีกาเพียงว่า จำเลยกระทำละเมิดโดยตัดต้นกาแฟและลักลอบเก็บผลกาแฟของโจทก์หรือไม่ ในปัญหานี้โจทก์มีพยานเพียงปากเดียวคือตัวโจทก์มาเบิกความว่า หลังจากโจทก์ซื้อบ้านและต้นกาแฟจากการขายทอดตลาดแล้ว โจทก์นำคนงานไปเก็บผลกาแฟจำเลยและนายจิ้นสามีจำเลยใช้มีดพร้าไล่ฟันคนงานของโจทก์หลายครั้ง แต่จากการนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าจำเลยและบริวารเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับต้นกาแฟของโจทก์อย่างไรเมื่อพยานหลักฐานของโจทก์มีเพียงเท่านี้ จึงยังฟังไม่ได้ว่าจำเลยตัดต้นกาแฟและลักลอบเก็บผลกาแฟของโจทก์ตามที่ฟ้องแม้จำเลยจะขาดนัดยื่นคำให้การโจทก์ก็ต้องนำสืบข้อเท็จจริงให้รับฟังได้ตามฟ้อง เพราะศาลจะวินิจฉัยชี้ขาดคดีให้คู่ความที่มาศาลเป็นฝ่ายชนะ ต่อเมื่อศาลเห็นว่าข้ออ้างของคู่ความเช่นว่านี้มีมูลและไม่ขัดต่อกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 205 วรรคหนึ่ง ส่วนฎีกาข้ออื่นของโจทก์นั้นไม่เป็นสาระอันควรแก่การวินิจฉัย ศาลฎีกาจึงไม่วินิจฉัยให้ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายกฟ้องโจทก์นั้นชอบแล้วฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น"
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2257/2542
นาย อดิสินธ์ โช คดี โจทก์
นาง ชาลี ถึง เสียบ ญวน จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย อดิสินธ์ โช คดี · จำเลย - นาง ชาลี ถึง เสียบ ญวน |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุเมธ ตังคจิวางกูร · สุนทร สิทธิเวชวิจิตร · วิชัย ชื่นชมพูนุท |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ