คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4517/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การฟ้องคดีซ้อนจะเกิดขึ้นได้ แม้คำขอท้ายฟ้องจะแตกต่างกัน แต่หากประเด็นแห่งคดีที่ต้องวินิจฉัยเป็นเรื่องเดียวกันกับคดีที่ได้ยื่นฟ้องไว้แล้วก่อน และคำขอที่แตกต่างกันนั้นสามารถขอให้ศาลวินิจฉัยในคดีแรกได้ ก็ถือว่าเป็นฟ้องซ้อน.
ย่อคำพิพากษา
คดีก่อนโจทก์ฟ้องจำเลยอ้างว่า ที่ดินพิพาทคดีนี้กับทรัพย์สินอื่นรวม11 รายการ เป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ท.ต่อมา ท.ถึงแก่กรรม ขอให้บังคับจำเลยแบ่งสินสมรสครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ ท.แก่กองมรดก ท.ถ้าการแบ่งไม่เป็นที่ตกลงกันให้ประมูลหรือขายทอดตลาดเอาเงินมาแบ่งกันตามส่วน เพื่อนำไปแบ่งระหว่างทายาท กับให้เจ้าพนักงานที่ดินจดทะเบียนใส่ชื่อ ท.ใน น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทเป็นผู้มีสิทธิครอบครองร่วมกับจำเลย คดีอยู่ระหว่างการพิจารณา โจทก์มาฟ้องเป็นคดีนี้อ้างเหตุเดียวกันอีก แม้โจทก์มีคำขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนใส่ชื่อโจทก์ในฐานะผู้จัดการมรดกของ ท.ใน น.ส.3 ก. ของที่ดินพิพาทร่วมกับจำเลยก็ตาม แต่ในการที่จะบังคับให้ตามคำขอของโจทก์ ศาลจำต้องวินิจฉัยว่าที่ดินพิพาทเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยกับ ท.และเป็นทรัพย์มรดกของ ท.ครึ่งหนึ่งหรือไม่เสียก่อน กรณีจึงเป็นการฟ้องในเรื่องเดียวกัน เพียงแต่โจทก์มีคำขอบังคับแตกต่างไปจากคำขอในคดีก่อนเท่านั้น ซึ่งคำขอบังคับดังกล่าวโจทก์สามารถขอได้ในคดีก่อนอยู่แล้ว ฟ้องของโจทก์จึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตาม ป.วิ.พ.มาตรา 173 วรรคสอง (1)
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายเลิศ ศรีวรษา · จำเลย - นายสิงห์ ศรีวรษาหรือศรีวรสา |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ทองหล่อ โฉมงาม · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดบึงกาฬ - นายเกษม แทบทาม · ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ - นายสุพรรณ มากแสง |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา