⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 4915/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเกิดขึ้นเมื่อมีการฟ้องคดีในประเด็นข้อเดียวกันกับที่เคยมีคำพิพากษาหรือคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว และผู้สืบสิทธิจากคู่ความเดิมก็ต้องผูกพันตามคำวินิจฉัยนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ที่ 1 ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ 1 กับจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันว่าที่ดินพิพาทด้านทิศตะวันออกเนื้อที่ 6 ไร่ 2 งาน ให้เป็นของจำเลย ที่ดินส่วนที่เหลือให้เป็นของโจทก์ที่ 1 ศาลพิพากษาตามยอมคดีถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ที่ 1 ยกที่ดินพิพาทส่วนของตนให้แก่โจทก์ที่ 2 ซึ่งเป็นบุตร ในคดีดังกล่าวเมื่อจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ 1 ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดี ศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ 1 โจทก์ทั้งสองจึงฟ้องคดีนี้ สำหรับโจทก์ที่ 1 หากไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นในคดีก่อนดังกล่าว โจทก์ที่ 1 ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปในคดีเดิม เมื่อโจทก์ที่ 1 มาฟ้องคดีนี้อีก ย่อมเห็นได้ว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยเป็นประเด็นข้อเดียวกันกับประเด็นในคดีเดิมที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ 1 จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำ ในส่วนของโจทก์ที่ 2 นั้น แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม แต่โจทก์ที่ 2 ได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ 1 ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเดิมภายหลังการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่ 1 ต้องถือว่าเป็นคู่ความในคดีเดิม และต้องผูกพันตามคำสั่งศาลในคดีเดิมด้วย การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ 2 ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเช่นเดียวกัน

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.144

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมโจทก์ที่ ๑ ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาท ต่อมาโจทก์ที่ ๑ และจำเลยทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน ศาลพิพากษาตามยอม โจทก์ที่ ๑ ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยส่งมอบที่ดินด้านทิศตะวันออกให้แก่จำเลยแล้ว หลังจากนั้นโจทก์ที่ ๑ ได้ยกที่ดินส่วนที่เหลือให้โจทก์ที่ ๒ ต่อมาจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีเข้าไปปักหลักเขตในที่ดินของโจทก์ที่ ๒ เพื่อยึดถือครอบครองเป็นของตน เป็นการโต้แย้งสิทธิและรบกวนการครอบครองที่ดินของโจทก์ที่ ๒ ขอให้พิพากษาว่าโจทก์ที่ ๑ ได้ยกที่ดินทางด้านทิศตะวันออกให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว และโจทก์ที่ ๒ ได้สิทธิครอบครองในที่ดินส่วนที่จำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีปักหลักเขต กับห้ามจำเลยและบริวารเข้าเกี่ยวข้อง จำเลยให้การว่า โจทก์ที่ ๑ ยังไม่ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความโดยไม่ยอมแบ่งแยกที่ดินให้จำเลย จำเลยเคยบอกให้โจทก์ที่ ๑ แบ่งแยกให้หลายครั้ง แต่โจทก์ที่ ๑ บ่ายเบี่ยงตลอดมา จำเลยจึงขอให้ศาลตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้ศาลชั้นต้นเพิกถอนการบังคับคดีดังกล่าว ศาลชั้นต้นพิจารณาคำร้องของโจทก์ที่ ๑ แล้ววินิจฉัยว่าโจทก์ที่ ๑ ยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ การบังคับคดีของจำเลยจึงชอบแล้ว โจทก์ที่ ๒ ไม่มีสิทธิเข้าไปครอบครองที่ดินส่วนที่เป็นของจำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีพอวินิจฉัยได้ ให้งดสืบพยานโจทก์จำเลยแล้วพิพากษายกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ โจทก์ทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เมื่อจำเลยนำเจ้าพนักงานบังคับคดีไปรังวัดแบ่งแยกที่ดินพิพาทให้จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความ โจทก์ที่ ๑ ยื่นคำร้องขอให้เพิกถอนการบังคับคดีโดยโต้แย้งว่า โจทก์ที่ ๑ ได้ยกที่ดินให้จำเลยและจำเลยเข้าครอบครองทำประโยชน์แล้ว เป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ครั้นศาลชั้นต้นมีคำสั่งยกคำร้องของโจทก์ที่ ๑ โดยวินิจฉัยว่าที่ดินแปลงที่โจทก์ที่ ๑ ยกให้จำเลย มิใช่ที่ดินพิพาทตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงถือไม่ได้ว่าการยกที่ดินแปลงดังกล่าวให้แก่จำเลยเป็นการปฏิบัติตามคำพิพากษาตามยอม ดังนี้ หากโจทก์ที่ ๑ ไม่เห็นด้วยกับคำสั่งศาลชั้นต้นดังกล่าว โจทก์ที่ ๑ ก็ชอบที่จะใช้สิทธิอุทธรณ์ฎีกาต่อไปในคดีเดิม เมื่อโจทก์ที่ ๑ มาฟ้องคดีนี้อีก ย่อมเห็นได้ว่าประเด็นที่ต้องวินิจฉัยในคดีนี้เป็นประเด็นข้อเดียวกันกับประเด็นในคดีเดิมที่ศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งวินิจฉัยชี้ขาดไปแล้ว การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ ๑ จึงเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำซึ่งต้องห้ามตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๔ ในส่วนของโจทก์ที่ ๒ นั้น แม้จะมิได้เป็นคู่ความในคดีเดิมก็ตาม แต่โจทก์ที่ ๒ ได้รับการยกให้ที่ดินพิพาทจากโจทก์ที่ ๑ ซึ่งเป็นคู่ความในคดีเดิมภายหลังการทำสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงเป็นผู้สืบสิทธิในที่ดินพิพาทมาจากโจทก์ที่ ๑ ต้องถือว่าเป็นคู่ความในคดีเดิม และต้องผูกพันตามคำสั่งศาลในคดีเดิมด้วย การฟ้องคดีนี้ของโจทก์ที่ ๒ ย่อมเป็นการดำเนินกระบวนพิจารณาซ้ำเช่นเดียวกัน พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4915/2542 นางขานหรือขาล โคตรวงษ์ กับพวก โจทก์ นางบันนาคม บุษราคัม จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางขานหรือขาล โคตรวงษ์ กับพวก · จำเลย - นางบันนาคม บุษราคัม
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ · ผล อนุวัตรนิติการ · สายันต์ สุรสมภพ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดขอนแก่น - นางพรรณราย อักษรารัตนานนท์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายเสงี่ยม คชาธาร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5640/2542ฎีกา 812/2534ฎีกา 6828/2537ฎีกา 686/2546ฎีกา 171/2513ฎีกา 5414/2536ฎีกา 1767/2536ฎีกา 3413/2541ฎีกา 559-561/2532ฎีกา 1182/2491ฎีกา 39/2530ฎีกา 4651/2551ฎีกา 1499/2551ฎีกา 1485/2547ฎีกา 1323/2530ฎีกา 261/2506ฎีกา 3190/2530ฎีกา 208/2540ฎีกา 6506/2547ฎีกา 3330-3331/2524ฎีกา 19/2504ฎีกา 6353/2550ฎีกา 1342/2534ฎีกา 2002/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา