⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6992/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6992/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
1. การที่ผู้เอาประกันภัยตกลงให้ผู้รับประกันภัยดำเนินการซ่อมรถยนต์ที่เอาประกันภัย และระบุว่า "ไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายกันอีกต่อไป" นั้น ไม่ถือเป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน หรือเป็นการระงับข้อพิพาทโดยการผ่อนผัน แต่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเท่านั้น 2. ผู้รับประกันภัยที่ได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ย่อมได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ต้องรับผิด

ย่อคำพิพากษา

กรณีที่รถยนต์เกิดชนกัน ม.และจำเลยได้ทำบันทึกตกลงต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า แต่ละฝ่ายจะนำรถของตนไปซ่อมเองโดย ม. จะให้โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรับไปดำเนินการซ่อมและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายกันอีกต่อไป แสดงว่า ม. เจ้าของรถยังมีความประสงค์ที่จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่รถของตนได้รับโดยให้ผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ จึงไม่เป็นข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง และไม่ใช่การสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน เป็นแต่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเท่านั้นเมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมรถคันที่เอาประกันภัย โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชดใช้ไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง เหตุที่รถชนกันเกิดความเสียหายเกิดจากความประมาทเลินเล่อของทั้งจำเลยและ ม. ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ม. จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถของ ม. ย่อมไม่สามารถรับช่วงสิทธิจาก ม. เรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.223 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.226 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.227 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.442 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 95,234.62 บาทแก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 91,100 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยโดยกำหนดค่าทนายความ 2,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืน ให้โจทก์ใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์แทนจำเลย 1,000 บาท โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด และเป็นผู้รับประกันวินาศภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 ว - 4269 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของนายมงคล ส่วนจำเลยเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน น - 6019 ชัยนาท เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2537 เวลาประมาณ 12.40 นาฬิกา นายมงคลและจำเลยต่างขับรถของตนไปตามถนนพหลโยธินโดยนายมงคลขับรถจากทางจังหวัดนครสวรรค์มุ่งหน้าไปทางจังหวัดชัยนาทส่วนจำเลยขับรถมาจากจังหวัดชัยนาท เมื่อถึงบริเวณที่เกิดเหตุรถยนต์ทั้งสองคันเกิดชนกันได้รับความเสียหาย หลังเกิดเหตุทั้งสองพากันไปที่สถานีตำรวจภูธรอำเภอมโนรมย์ เพื่อตกลงกันในเรื่องค่าเสียหายต่อหน้าพนักงานสอบสวนโดยคู่กรณีตกลงกันให้แต่ละฝ่ายนำรถของตนไปซ่อมเอง คู่กรณีพอใจและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อไป ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า โจทก์ผู้รับประกันภัยในฐานะผู้รับช่วงสิทธิของนายมงคลจะเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เห็นว่า กรณีที่รถยนต์เกิดชนกันในครั้งนี้นายมงคลและจำเลยได้ทำบันทึกตกลงกันต่อหน้าพนักงานสอบสวนว่า แต่ละฝ่ายจะนำรถของตนไปซ่อมเอง โดยนายมงคลจะให้บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน 7 จ - 4269 กรุงเทพมหานคร รับไปดำเนินการ ส่วนนายย้อนจะนำรถของตนเองไปซ่อมเองและไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกันอีกต่อไป การที่นายมงคลและจำเลยตกลงกันดังกล่าวเพราะเหตุที่รถมีประกันภัย แสดงว่านายมงคลเจ้าของรถยังไม่ประสงค์ที่จะได้รับการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายที่รถของตนได้รับโดยให้ผู้รับประกันภัยเป็นผู้รับผิดชอบ เพียงแต่เจ้าของรถไม่ต้องดำเนินการในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนด้วยตนเองเท่านั้น จึงไม่เป็นข้อตกลงในการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามลักษณะของสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะข้อตกลงดังกล่าวไม่ได้ทำให้การชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสิ้นสุดลง และไม่ใช่การสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนตัวผู้ที่จะใช้สิทธิเรียกร้องเท่านั้น จึงถือไม่ได้ว่าเจ้าของรถสละสิทธิเรียกร้องในการที่ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้จัดการซ่อมรถ รถคันหมายเลขทะเบียน 7 ว - 4269 กรุงเทพมหานคร อันเป็นการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามสัญญาประกันภัยให้แก่ผู้เอาประกันภัย และไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือตัวแทนได้ลงชื่อร่วมตกลงด้วยแต่อย่างใด โจทก์ซึ่งชดใช้ค่าสินไหมทดแทนโดยสุจริตจึงไม่ทำให้การรับช่วงสิทธิจากผู้เอาประกันภัยต้องเสียไป โจทก์จึงได้รับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะเรียกร้องให้จำเลยชดใช้ค่าสินไหมทดแทนที่โจทก์ได้ชดใช้ไป โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง สำหรับปัญหาที่ว่า เหตุรถชนกันเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลยหรือไม่ และโจทก์มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้หรือไม่ เพียงใด เห็นว่า จำเลยซึ่งขับรถจะเลี้ยวขวาในทางร่วมทางแยกมีหน้าที่ต้องให้รถที่สวนมาในทางเดินรถทางเดียวกันผ่านทางร่วมทางแยกไปก่อนเมื่อเห็นว่าปลอดภัยแล้วจึงให้เลี้ยวขวาไปได้ ดังนั้น การที่จำเลยขับรถเลี้ยวขวาไปในสี่แยกที่เกิดเหตุแล้วถูกรถคันที่นายมงคลขับซึ่งเป็นรถทางตรงที่แล่นสวนทางมาพุ่งชนในขณะที่รถคันที่จำเลยขับยังเลี้ยวไม่พ้นทางแยก แสดงว่าขณะจำเลยขับรถเลี้ยวขวานั้น รถที่นายมงคลขับแล่นมาใกล้จะถึงสี่แยกที่เกิดเหตุแล้ว ไม่ใช่อยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ดังที่จำเลยเบิกความ มิฉะนั้นแล้วรถของจำเลยก็จะสามารถแล่นเลี้ยวขวาพ้นทางแยกไปก่อนที่รถของนายมงคลจะแล่นถึงสี่แยกที่เกิดเหตุ เหตุรถชนกันครั้งนี้ก็จะไม่เกิดขึ้น เห็นได้ว่า จำเลยซึ่งขับรถจะเลี้ยวขวาในทางแยกมิได้ใช้ความระมัดระวังรอให้รถที่นายมงคลขับแล่นผ่านไปก่อนจึงจะขับรถเลี้ยวขวาไป เหตุรถชนกันครั้งนี้จึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของจำเลย อย่างไรก็ตาม การที่นายมงคลขับรถด้วยความเร็วสูงถึง 130 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด และได้ความจากรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดีว่า จากการตรวจสถานที่เกิดเหตุพบรอยเบรกของรถคันที่นายมงคลขับมีความยาวถึง 27 เมตร จากจุดที่รถชนกันถึงจุดเริ่มต้นเบรก แสดงว่า ขณะที่นายมงคลขับรถจะถึงสี่แยกที่เกิดเหตุก็ใช้ความเร็วสูงโดยมิได้ชะลอความเร็วของรถลง ทั้งข้อเท็จจริงยังได้ความจากคำเบิกความของนายมงคลพยานโจทก์ ตัวจำเลยและนายเฉลียว พยานจำเลยซึ่งนั่งมาในรถของจำเลยในขณะเกิดเหตุว่า ขณะนายมงคลขับรถจะถึงสี่แยกที่เกิดเหตุได้ขับรถแซงรถคันหน้า และเมื่อเห็นว่ามีรถแล่นสวนทางมาจึงหักรถกลับเข้าช่องเดินรถเดิม เป็นเหตุให้รถคันดังกล่าวพุ่งชนรถของจำเลย เหตุรถชนจึงเกิดจากความประมาทเลินเล่อของนายมงคลด้วย ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงของความประมาทเลินเล่อของจำเลยและนายมงคลที่ก่อให้เกิดความเสียหายอันจะเป็นผลในการกำหนดความรับผิดในการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 223 วรรคแรก ประกอบมาตรา 442 แล้ว เห็นว่า เหตุที่รถชนกันเกิดความเสียหายครั้งนี้เกิดขึ้นจากความประมาทเลินเล่อของทั้งจำเลยและนายมงคลไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน เมื่อเป็นดังนี้ นายมงคลจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าเสียหายจากจำเลย และโจทก์ในฐานะผู้รับประกันภัยรถของนายมงคล ย่อมไม่สามารถรับช่วงสิทธิจากนายมงคลเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้ พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6992/2542 บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) โจทก์ นายย้อน เสรีกุลธนากร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทนำสินประกันภัย จำกัด (มหาชน) · จำเลย - นายย้อน เสรีกุลธนากร
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมลักษณ์ จัดกระบวนพล · สถิตย์ ไพเราะ · ผล อนุวัตรนิติการ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยนาท - นายสมพงศ์ เผือกประดิษฐ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 2 - นายจรูญ วงศ์นิวัตขจร
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 1000/2505ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2460/2517ฎีกา 7335/2538ฎีกา 643/2497ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา