⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7112/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7112/2542

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้จะเกิดขึ้นก่อนการประกาศกำหนดเขตป่าสงวนฯ ก็ตาม หากไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยตามกฎหมาย ย่อมไม่มีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์ในที่ดินนั้น และไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้

ย่อคำพิพากษา

ที่ดินพิพาทตั้งอยู่ในเขตป่า ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ 239 (พ.ศ. 2510) ออกตามความใน พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ โดยที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) ทับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ตาม พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 มาตรา 14 บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ แม้ว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้ครอบครอง ทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับที่ 239 ดังกล่าว จะได้ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติก็ตาม เมื่อไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาท เมื่อได้มีกฎกระทรวงประกาศกำหนดให้เป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติแล้วดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ ฯ โจทก์หรือบิดาโจทก์จึงหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ และแม้โจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ แต่การได้รับอนุญาตดังกล่าวก็มีผลให้โจทก์หรือบิดาโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิดังกล่าวในที่ดินพิพาทและโจทก์หรือบิดาโจทก์ก็ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจนำที่ดินดังกล่าวไปให้จำเลยเช่าได้ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยออกไปจากที่ดินพิพาทและเรียกค่าเสียหายจากจำเลย โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสัญญาเช่า จำเลยได้ให้การไว้ชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็น ที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและการครอบครองของจำเลยมิได้อาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลชั้นต้นได้ชี้สองสถานและกำหนดประเด็นพิพาทไว้ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ คดีย่อมมีประเด็นให้วินิจฉัยว่าโจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.183 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.14 พระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 ม.16

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยและบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ ๓๑ และออกไปจากที่ดินตามหนังสือรับรอง การทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๓ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี ห้ามเกี่ยวข้องในที่ดินดังกล่าว และให้จำเลยใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์เป็นเงิน ๕,๘๐๐ บาท และค่าเสียหายเป็นเงินอีกปีละ ๕,๘๐๐ บาท นับตั้งแต่วันฟ้อง จนกว่าจะออกไป จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ โดยผู้พิพากษาที่นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุอันควรอุทธรณ์ในข้อเท็จจริงได้ ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ที่ดินพิพาทตามหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) เลขที่ ๘๓ ตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี เนื้อที่ ๒๙ ไร่ ๓ งาน ๓๓ ตารางวา ซึ่งเจ้าพนักงานได้ออกให้เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๒๑ ตั้งอยู่ในเขตป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสะโตน ซึ่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๒๓๙ (พ.ศ. ๒๕๑๐) ออกตามความใน พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ กำหนดให้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ดังนี้ แสดงว่าที่ดินพิพาทได้มีการออกหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. ๓ ก.) ทับที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่ง พ.ร.บ. ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๐๗ มาตรา ๑๔ บัญญัติห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แม้ว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้ครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทอยู่ก่อนวันที่กฎกระทรวงฉบับที่ ๒๓๙ (พ.ศ. ๒๕๐๑) จะได้ประกาศให้ที่ดินดังกล่าวอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติดังที่โจทก์ฎีกาก็ตาม แต่ก็ไม่ปรากฏว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทเมื่อได้มีกฎกระทรวงประกาศกำหนดให้เป็นเขต ป่าสงวนแห่งชาติแล้วดังที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าวแต่อย่างใด โจทก์หรือบิดาโจทก์จึงหามีสิทธิครอบครองหรือมีกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทไม่ และแม้จะฟังว่าโจทก์หรือบิดาโจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดินพิพาทได้ แต่การได้รับอนุญาตดังกล่าวก็มีผลให้โจทก์หรือบิดาโจทก์เท่านั้นที่มีสิทธิ ดังกล่าวในที่ดินพิพาท ไม่อาจนำไปให้บุคคลอื่นเช่าได้ ด้วยเหตุเช่นนี้ โจทก์ย่อมไม่อาจนำที่ดินดังกล่าวไปให้จำเลยเช่าได้ไม่ว่ากรณีจะเป็นเช่นใด โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องขับไล่จำเลยและบริวารให้รื้อถอนบ้านออกไปจากที่ดินพิพาท และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยตามคำฟ้อง ส่วนที่โจทก์ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยออกจากที่ดินพิพาทโดยอาศัยสัญญาเช่า เห็นว่า จำเลยได้ให้การ ไว้ชัดแจ้งว่า ที่ดินพิพาทเป็นที่ดินอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติและการครอบครองของจำเลยมิได้อาศัยสิทธิของโจทก์ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง และศาลชั้นต้นก็ได้ชี้สองสถานและกำหนดประเด็นพิพาทไว้ด้วยว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ ดังนี้ คดีย่อมมีประเด็นให้วินิจฉัยว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะที่ดินพิพาทอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติหรือไม่ด้วย พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7112/2542 นายอรุณ สายเพ็ชร โจทก์ นายนายพิณ สายเพ็ชร ผู้ตาย นายลั่นทม โสดา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายอรุณ สายเพ็ชร · จำเลย - นายนายพิณ สายเพ็ชร ผู้ตาย นายลั่นทม โสดา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สายันต์ สุรสมภพ · ผล อนุวัตรนิติการ · วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกบินทร์บุรี - นายอนุรักษ์ บุญนิธี · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประทีป ปิติสันต์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 681/2506ฎีกา 5473/2548ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 3206/2537ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 1360/2544ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 2709/2538ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา