⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7939/2542

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2542

ป.รัษฎากร ม.12, 27, 30 ฯลฯ · ป.วิ.แพ่ง ม.84

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อโจทก์ฟ้องคดีเพื่อบังคับชำระหนี้ภาษีอากร โจทก์มีภาระพิสูจน์โดยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบให้รับฟังตามที่กล่าวอ้าง หากข้อเท็จจริงรับฟังไม่ได้ตามการประเมิน ศาลภาษีอากรกลางมีอำนาจปรับปรุงยอดรายรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินได้

ย่อคำพิพากษา

คดีนี้เจ้าพนักงานได้ทำการประเมินว่าในรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 จำเลยมียอดรายรับจากมูลค่าสินค้าส่งออกกับเงินชดเชยในรูปบัตรภาษีและมูลค่าการส่งออกรวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 234,333,578 บาท แต่จำเลยไม่นำบัญชีและเอกสารไปให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากรฯ มาตรา 71(1) ประเมินให้จำเลยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5ของยอดรายรับดังกล่าว พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 27จำเลยไม่ได้โต้แย้งการประเมินและไม่ได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30 ซึ่งมีผลทำให้จำเลยไม่อาจนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์และทำให้หนี้ภาษีอากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นภาษีอากรค้างอันจะถูกโจทก์บังคับชำระได้ตามมาตรา 12 เท่านั้นแต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์จึงมีภาระพิสูจน์ด้วยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบ เพื่อให้รับฟังตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีรายรับเป็นเงินจำนวน 234,333,578 บาทตามการประเมิน แต่รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีรายรับเพียง 222,404,146.96 บาทศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจปรับปรุงยอดรายรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 ประมวลรัษฎากร ม.12 ประมวลรัษฎากร ม.27 ประมวลรัษฎากร ม.30 ประมวลรัษฎากร ม.71

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.84 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 89,547,903 บาทแก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน 53,288,899.20 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินค่าภาษีค้าง จำเลยขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ระหว่างพิจารณา ศาลมีคำสั่งให้แยกข้อหาของโจทก์สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีปี 2536 โดยให้โจทก์ไปฟ้องเป็นคดีใหม่และเมื่อแยกข้อหาของโจทก์ดังกล่าวแล้วโจทก์ขอให้จำเลยชำระเงินจำนวน 18,043,685.51 บาท แก่โจทก์ และให้จำเลยรับผิดในเงินเพิ่มอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวน11,716,678.90 บาท นับแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2541 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ไม่เกินค่าภาษีที่ค้าง ศาลภาษีอากรกลางพิพากษาให้จำเลยโดยนายนำพล ทองศรี ในฐานะผู้ชำระบัญชี ชำระเงินค่าภาษีเงินได้นิติบุคคลจำนวน 11,120,207.35 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน หรือเศษของเดือนของเงินภาษีจำนวนดังกล่าวโดยเริ่มนับเมื่อพ้นกำหนดเวลาหนึ่งร้อยห้าสิบวันที่นับแต่วันสุดท้ายของรอบระยะเวลาบัญชีปี 2537 ของจำเลย แต่เงินเพิ่มที่คำนวณได้มิให้เกินจำนวนภาษีที่ต้องเสียหรือนำส่ง กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัย "พิเคราะห์แล้ว คดีมีปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เมื่อเจ้าพนักงานประเมินได้ประเมินภาษีแก่จำเลยแล้วจำเลยมิได้โต้แย้ง และมิได้อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ จะถือว่าหนี้ภาษีดังกล่าวเป็นหนี้แน่นอน ไม่อาจเปลี่ยนแปลงการประเมินได้หรือไม่ เห็นว่าคดีนี้เจ้าพนักงานได้ทำการประเมินว่าในรอบระยะเวลาบัญชี 2537 จำเลยมียอดรายรับจากมูลค่าสินค้าส่งออกเป็นเงิน 203,749,318.83 บาท กับเงินชดเชยในรูปบัตรภาษีเป็นเงิน 18,642,143.13 บาท และมูลค่าการส่งออกอีก 11,942,116.04 บาทรวมเป็นรายรับทั้งสิ้น 234,333,578 บาท แต่จำเลยไม่นำบัญชีและเอกสารไปให้เจ้าพนักงานประเมินตรวจสอบไต่สวน เจ้าพนักงานประเมินจึงใช้อำนาจตามประมวลรัษฎากร มาตรา 71(1) ประเมินให้จำเลยเสียภาษีในอัตราร้อยละ 5 ของยอดรายรับดังกล่าวเป็นเงิน 11,716,678.90 บาท พร้อมเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 1.5 ต่อเดือน ตามมาตรา 27 จำเลยมิได้โต้แย้งการประเมินและมิได้อุทธรณ์การประเมินต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 30ซึ่งมีผลทำให้จำเลยไม่อาจนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อโต้แย้งการประเมินของเจ้าพนักงานของโจทก์และทำให้หนี้ภาษีอากรที่ถูกประเมินดังกล่าวเป็นภาษีอากรค้างอันจะถูกโจทก์บังคับชำระได้ตามมาตรา 12 เท่านั้น แต่เมื่อโจทก์นำคดีมาฟ้องเพื่อบังคับจำเลยให้ชำระหนี้ดังกล่าวโจทก์จึงมีภาระการพิสูจน์ด้วยการนำพยานหลักฐานเข้าสืบเพื่อให้รับฟังได้ตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เมื่อข้อเท็จจริงตามทางนำสืบของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยมีรายรับเป็นเงินจำนวน 234,333,578 บาท ตามการประเมินแต่รับฟังได้เพียงว่าจำเลยมีรายรับเพียง 222,404,146.96 บาท ศาลภาษีอากรกลางจึงมีอำนาจปรับปรุงยอดรายรับและแก้ไขการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินของโจทก์ได้ อุทธรณ์ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7939/2542 กรมสรรพากร โจทก์ บริษัท โฟร์โก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยนาย นำพล ทองศรี จำเลย ในฐานะผู้ชำระบัญชี จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมสรรพากร · จำเลย - บริษัท โฟร์โก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยนาย นำพล ทองศรี · จำเลย - ในฐานะผู้ชำระบัญชี
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ · ปราโมทย์ บุนนาค · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 2439/2531ฎีกา 10866/2546ฎีกา 1776/2512ฎีกา 2135/2518ฎีกา 4991/2552ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7168/2542ฎีกา 789/2544ฎีกา 2227/2534ฎีกา 4041/2542ฎีกา 4473/2541ฎีกา 350/2531ฎีกา 1765/2492ฎีกา 5712/2541ฎีกา 8327/2544ฎีกา 72/2505ฎีกา 70/2518ฎีกา 4282/2536ฎีกา 591/2513ฎีกา 1561-1562/2518ฎีกา 848/2534ฎีกา 6528/2537ฎีกา 1616/2522ฎีกา 4636/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ