คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9559/2542
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานโทรมหญิงและฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายนั้น แม้จะมีการกระทำความผิดโดยการข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายหลายครั้งติดต่อกัน หรือมีการสมคบกันกระทำผิดโดยมีผู้ร่วมกระทำผิดยืนคุมเชิงอยู่ ก็ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย
ย่อคำพิพากษา
จำเลยทั้งสองใช้มีดปลายแหลมเป็นอาวุธจี้ขู่บังคับผู้เสียหายนั่งรถจักรยานยนต์ไปจากบริเวณที่จำเลยทั้งสองพบผู้เสียหายครั้งแรกไปจนถึงกระท่อมนาที่จำเลยทั้งสองกับพวกร่วมกันผลัดเปลี่ยนกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายโดยพวกจำเลยยืนคุมอยู่ การกระทำชำเราในลักษณะเช่นนี้ จำเลยทั้งสองและพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกันและอยู่คุมให้พวกของตนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ เป็นการสมคบกันกระทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้าย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตาม ป.อ. มาตรา 83, 91, 276 วรรคสอง, 284
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 83, 276 วรรคสอง, 284 การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นความผิดสองกรรม จึงต้องลงโทษทุกกรรมตาม ป.อ. มาตรา 91 ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจาร ความผิดฐานข่มขืนกระทำชำเราอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิง คำให้การรับสารภาพชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตาม ป.อ. มาตรา 78
จำเลยทั้งสองฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ผู้เสียหายเป็นหญิงมีสามีแล้ว หากไม่มีมูลความจริงก็คงจะไม่กล้าเปิดเผยแจ้งความว่าตนได้ถูกข่มขืนกระทำชำเราเพราะเป็นเรื่องที่น่าอับอายทั้งผู้เสียหายไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยทั้งสองมาก่อน จึงไม่มีข้อระแวงสงสัยว่าผู้เสียหายจะแกล้งเบิกความปรักปรำให้ร้ายจำเลยทั้งสองต้องรับโทษ คำเบิกความของผู้เสียหายมีเหตุผลน่าเชื่อ ทั้งเมื่อเกิดเหตุแล้วผู้เสียหายได้เล่าเรื่องให้สามีทราบและแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที โดยระบุชื่อคนร้ายว่าเป็นจำเลยทั้งสอง เมื่อจับจำเลยทั้งสองได้ผู้เสียหายชี้ตัวจำเลยทั้งสองว่าเป็นคนร้ายร่วมข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายในชั้นสอบสวนจำเลยที่ 1 ก็ให้การรับสารภาพทั้งไปชี้ที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพและถ่ายรูปไว้ เมื่อพนักงานสอบสวนไปตรวจที่เกิดเหตุพบถุงยางอนามัยที่ใช้แล้ว 2 ถุง ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ การที่แพทย์ตรวจไม่พบตัวอสุจิในอวัยวะเพศของผู้เสียหาย ได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า คนร้ายสวมถุงยางอนามัยขณะข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหาย จึงไม่ใช่ข้อยืนยันว่าผู้เสียหายมิได้ถูกข่มขืนกระทำชำเรา พยานหลักฐานจำเลยทั้งสองไม่อาจหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ปัญหาต่อไปมีว่า การกระทำของจำเลยทั้งสองจะเป็นความผิดฐานร่วมกันข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงหรือไม่ เห็นว่า การกระทำชำเราในลักษณะเช่นนี้ จำเลยทั้งสองและพวกได้กระทำในลักษณะติดต่อกันและอยู่คุมให้พวกของตนข่มขืนกระทำชำเราผู้เสียหายจนสำเร็จความใคร่ เป็นการสมคบกันกระทำผิดอันมีลักษณะเป็นการโทรมหญิงและเป็นความผิดฐานพาหญิงไปเพื่อการอนาจารโดยใช้กำลังประทุษร้ายดังที่โจทก์ฟ้องจริง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสองมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น
พิพากษายืน
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9559/2542
พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร โจทก์
นายอนุชาหรือเล่ง มาตราช กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดสกลนคร · จำเลย - นายอนุชาหรือเล่ง มาตราช กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · จำรูญ แสนภักดี · วสันต์ ตรีสุวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลจังหวัดสกลนคร - นายสมยศ ชัยประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายองอาจ โรจนสุพจน์ |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา