⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1185/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การพาอาวุธปืนไปเพื่อรอต่อสู้ ไม่ถือเป็นกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควร ผู้ที่ร่วมกันทำร้ายผู้ตาย แม้ผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะการกระทำของบุคคลอื่น ก็ต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความตายที่เกิดขึ้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

ก่อนที่จำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในการวิวาทนั้น จำเลยที่ 1ไม่พอใจที่ผู้ตายเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ส่งเสียงดัง จึงไปนำอาวุธปืนจากบ้านแม่ยายแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด จากนั้นก็พกอาวุธไว้กับตนเองเพื่อรอที่จะต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย การพาอาวุธปืนและยิงปืนของจำเลยที่ 1จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควร จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนของกลางพกติดตัวอยู่ เมื่อผู้ตายมาถึง จำเลยที่ 2 ได้ร่วมชกต่อยทำร้ายผู้ตายส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 เข้าทำร้ายผู้ตายภายหลังจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1ยิง เป็นการกระทำโดยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย แม้จะปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลจากการถูกกระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมกันทำร้ายผู้ตายดังกล่าวมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความตายที่เกิดขึ้นด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.290 ประมวลกฎหมายอาญา ม.295 ประมวลกฎหมายอาญา ม.371 ประมวลกฎหมายอาญา ม.376 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.7 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ.2490 ม.72

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 33, 83, 91, 288, 184, 371, 376 พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ, 72, 72 ทวิ ริบของกลาง จำเลยทั้งหกให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บิดาและมารดาผู้ตายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 371, 376พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 8 ทวิ วรรคหนึ่ง, 72 วรรคสาม,72 ทวิ วรรคสอง เป็นความผิดหลายกรรม เรียงกระทงลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นจำคุก 20 ปี ฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นที่ได้รับอนุญาตให้มีและใช้ตามกฎหมายไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ฐานพาอาวุธปืนไปในเมืองหมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ ที่มีโทษหนักที่สุดจำคุก 6 เดือน ฐานยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดโดยใช่เหตุในเมือง หมู่บ้าน จำคุก9 วัน รวมจำคุก 21 ปี 6 เดือน 9 วัน จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290 วรรคแรก, 83 จำคุกคนละ 6 ปีจำเลยที่ 6 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 184 จำคุก1 ปี และปรับ 6,000 บาท คำให้การในชั้นสอบสวนและทางนำสืบของจำเลยดังกล่าวให้ความรู้แก่ศาลเป็นประโยชน์แก่การพิจารณามีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78คนละหนึ่งในสามคงจำคุกจำเลยที่ 1 ไว้ 14 ปี 4 เดือน 6 วัน และจำคุกจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 คนละ 4 ปี ส่วนจำเลยที่ 6 จำคุก 8 เดือน และปรับ 4,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 6 เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อนเห็นควรให้โอกาสกลับตนเป็นพลเมืองดี โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 มีกำหนด 2 ปี ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ริบของกลางสำหรับจำเลยที่ 4 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำคุกจำเลยที่ 3 และที่ 5คนละ 3 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสามคงจำคุกคนละ 2 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่รับฟังได้ในเบื้องต้นมีว่า ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุตามฟ้อง ผู้ตายกับพวกฝ่ายหนึ่งและจำเลยที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 อีกฝ่ายหนึ่งได้ชกต่อยกัน แล้วจำเลยที่ 1ใช้อาวุธปืนยิงหลายนัด กระสุนปืนถูกผู้ตายล้มลง จำเลยที่ 3 เข้าใช้ไม้หน้าสามตีผู้ตาย และจำเลยที่ 5 ใช้ขวดน้ำอัดลมตีศีรษะผู้ตายจากนั้นจำเลยที่ 3 ลากผู้ตายออกมาจากบ้านของนางพรทิพย์ มีผู้นำผู้ตายส่งโรงพยาบาลบางประกอก 1 และผู้ตายถึงแก่ความตายในคืนนั้น จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 พาอาวุธปืนมาเพื่อใช้ป้องกันตัวเป็นการกระทำโดยมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามพฤติการณ์ และเป็นกรณีที่มีภยันตรายที่ใกล้จะถึงการยิงปืนของจำเลยที่ 1 เป็นการยิงโดยมีเหตุสมควร จึงไม่มีความผิดนั้น เห็นว่า เมื่อได้วินิจฉัยมาแล้วว่าก่อนที่จำเลยที่ 1 จะใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในการวิวาทนั้น จำเลยที่ 1 ไม่พอใจที่ผู้ตายเร่งเครื่องรถจักรยานยนต์ส่งเสียงดังจึงไปนำอาวุธปืนจากบ้านแม่ยายจำเลยแล้วยิงปืนขึ้นฟ้า 1 นัด จากนั้นก็พกอาวุธปืนไว้กับตนเองเพื่อรอที่จะต่อสู้กับฝ่ายผู้ตาย การพาอาวุธปืนและยิงปืนของจำเลยที่ 1 จึงไม่ใช่กรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนตามสมควร ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้จึงฟังไม่ขึ้น ส่วนที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกาเป็นปัญหาข้อกฎหมายว่า ความตายของผู้ตายเป็นผลมาจากการถูกกระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิง มิได้เป็นผลจากการทำร้ายของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 จึงมีความผิดตามมาตรา 295 นั้น คดีนี้ต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง การวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายตามที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฎีกา ศาลฎีกาจะต้องฟังข้อเท็จจริงตามที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาแล้วจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 194 ประกอบด้วยมาตรา 225 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 มีสาเหตุกับผู้ตายมาก่อนเกิดเหตุ เมื่อผู้ตายบอกว่าจะไปพาพวกของผู้ตายมายังที่เกิดเหตุแทนที่จำเลยที่ 1 จะหลีกเลี่ยงเพื่อให้เรื่องยุติลงด้วยดีจำเลยที่ 1 กลับไปเอาอาวุธปืนของกลางของนายอำนวย บุญค่ำ ซึ่งเป็นพ่อตาของจำเลยที่ 1 มาพกติดตัวไว้ และได้ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงขึ้นฟ้า1 นัด ในทำนองอวดศักดาว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนพร้อมจะต่อสู้กับผู้ตายจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ร่วมดื่มสุรากับจำเลยที่ 1 มาตั้งแต่ต้นทราบดีว่าจำเลยที่ 1 มีอาวุธปืนของกลางพกติดตัวอยู่ เมื่อผู้ตายมาถึงจำเลยที่ 2ได้ร่วมชกต่อยทำร้ายผู้ตาย ส่วนจำเลยที่ 3 และที่ 5 เข้าทำร้ายผู้ตายหลังจากผู้ตายถูกจำเลยที่ 1 ยิง เป็นการกระทำโดยมีเจตนาร่วมกันทำร้ายผู้ตาย ศาลฎีกาเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5ที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 ทำร้ายผู้ตายดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมานั้นแม้จะปรากฏว่าผู้ตายถึงแก่ความตายเพราะบาดแผลจากการถูกกระสุนปืนที่จำเลยที่ 1 ยิงก็ตามแต่การที่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5ร่วมกันทำร้ายผู้ตายดังกล่าวมีผลให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย จำเลยที่ 2ที่ 3 และที่ 5 จึงต้องร่วมรับผิดในผลแห่งความตายที่เกิดขึ้นด้วยที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาว่าจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มีความผิดฐานร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตายตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 วรรคแรก ประกอบด้วยมาตรา 83 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย และศาลฎีกาเห็นว่าศาลล่างทั้งสองได้ลงโทษจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ในสถานเบานับว่าเป็นคุณแก่จำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 มากอยู่แล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไขโทษเป็นอย่างอื่น และรอการลงโทษให้แก่จำเลยที่ 3และที่ 5 ตามที่ขอ ส่วนจำเลยที่ 2 นั้น ศาลล่างทั้งสองลงโทษจำคุก 4 ปี จึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ศาลจะรอการลงโทษให้ได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 ฎีกาของจำเลยที่ 2 ที่ 3 และที่ 5 ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1185/2543 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ โจทก์ร่วม โจทก์ นาย อรรถพล มารัตน์ กับพวก โจทก์ นาย สกุลศรีหรือกุล ปัญญาใส กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ - โจทก์ร่วม · โจทก์ - นาย อรรถพล มารัตน์ กับพวก · จำเลย - นาย สกุลศรีหรือกุล ปัญญาใส กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวเลิศ โสภณวัต · กนก พรรณรักษา · ชาญชัย ลิขิตจิตถะ
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 505/2480ฎีกา 3172/2526ฎีกา 9114/2552ฎีกา 1867/2531ฎีกา 729/2508ฎีกา 1548/2531ฎีกา 180/2554ฎีกา 1400/2538ฎีกา 1336/2553ฎีกา 5305/2539ฎีกา 789/2480ฎีกา 7958/2555ฎีกา 2279/2515ฎีกา 333/2527ฎีกา 2024/2531ฎีกา 2716/2535ฎีกา 1875/2547ฎีกา 293/2507ฎีกา 1373/2553ฎีกา 4534/2531ฎีกา 444/2537ฎีกา 7601/2540ฎีกา 738/2536ฎีกา 852/2464
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ