⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2081/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2081/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยที่จะฟ้องร้องผู้ทำละเมิดและผู้รับประกันภัยค้ำจุนได้ แม้สัญญาประกันภัยจะมีข้อบกพร่องระหว่างคู่สัญญา ผู้ที่มิได้เป็นคู่สัญญาหาอาจยกข้อบกพร่องนั้นมาเป็นเหตุให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิดได้ไม่

ย่อคำพิพากษา

ผู้รับประกันภัยรับประกันภัยจากผู้เอาประกันภัยสำหรับความเสียหายในการขนส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าทางทะเลจากประเทศญี่ปุ่นมายังประเทศไทย เมื่ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่เอาประกันภัยได้รับความเสียหายและผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว ผู้รับประกันภัยย่อมเข้ารับช่วงสิทธิที่จะฟ้องจำเลยที่ 1 ผู้ทำละเมิดและจำเลยร่วมซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยค้ำจุนของผู้ทำละเมิดได้ แม้กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างผู้รับประกันภัยและ ผู้เอาประกันภัยจะลงลายมือชื่อกรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนนิติบุคคลไม่ถูกต้องตามตราสารข้อบังคับ ก็เป็นเรื่องระหว่างผู้รับประกันภัยกับผู้เอาประกันภัยที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีตามสัญญา ประกันภัย จำเลยร่วมซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาประกันภัยนั้นหาอาจยกมาเป็นเหตุให้ตนหลุดพ้นจากความรับผิดได้ไม่ หม้อแปลงไฟฟ้าที่ขนส่งซึ่งได้รับความเสียหายมีขนาดใหญ่ไม่ปรากฏว่า มีบริษัทหรือหน่วยงานแห่งใดในประเทศไทยเคยสร้างและซ่อมแซมมาก่อน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้นย่อมต้องจัดการซ่อมแซมให้ดีที่สุด เพราะหาก ซ่อมแซมไม่ดีแล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนำไปใช้งานก็อาจกระทบกระเทือนถึงประชาชนโดยส่วนรวม ดังนั้น การที่บริษัท ซ. ในประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นบริษัทที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยว่าจ้างให้ออกแบบก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อยที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์และจังหวัดราชบุรีพร้อมทั้งจัดหาและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าและการไฟฟ้า ฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตัดสินใจส่งหม้อแปลงไฟฟ้านั้นกลับไปให้บริษัท ฟ. ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้ผลิตซ่อมแซม จึงเป็นเรื่องที่สมเหตุผลแล้ว และค่าเสียหายที่บริษัท ซ. และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถเรียกร้องจากโจทก์ผู้รับประกันภัยได้นอกจากค่าซ่อมแซมแล้ว ย่อมรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นอันจำเป็น เช่น ค่าขนส่งและค่าภาษีอากรในการส่งมอบหม้อแปลงไฟฟ้าไปซ่อมและส่งกลับมาติดตั้งยังสถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วย จำเลยที่ 1 ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งรับขนส่งสิ่งของจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปส่งยังสถานที่ต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ได้ทำสัญญารับจ้างขนส่งหม้อแปลงไฟฟ้ากับบริษัท ซ. ไปส่งที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอบเขตของงานตามสัญญาจ้าง นับแต่จำเลยที่ 1 รับมอบสินค้าจากเรือไปส่งและขนถ่ายลงยังสถานที่ตั้งของแต่ละโครงการเป็นไปตามที่กำหนดโดยผู้ว่าจ้างคือที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงไม่มีเหตุที่จำเลยที่ 1 จะทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยร่วมเพื่อประกันความเสียหายเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยร่วมกล่าวอ้าง ทั้งปรากฏว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยร่วมก็ได้ว่าจ้างบริษัท ศ. และบริษัท ย. เข้าสำรวจความเสียหายของหม้อแปลงไฟฟ้า และเป็นผู้ชำระเงินค่าสำรวจความเสียหายให้แก่บริษัททั้งสอง ซึ่งหากจำเลยร่วมเห็นว่าจำเลยร่วมไม่มีความรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยในกรณีดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยร่วมจะต้องเข้ามาเป็นธุระดำเนินการสำรวจความเสียหาย สำหรับถ้อยคำว่า Terminal ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งแปลว่าสถานีนั้นมีความหมายได้ทั้งสถานีต้นทางและปลายทาง เมื่อพิจารณาถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัยประกอบพยานหลักฐานและพฤติการณ์อื่นแล้ว สถานีปลายทางตามกรมธรรม์ประกันภัย ย่อมมีความหมายถึงสถานที่ที่จำเลยที่ 1 จะต้องนำหม้อแปลงไฟฟ้าไปส่งให้แก่ผู้ว่าจ้างที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หาได้หมายความถึงการขนถ่ายสินค้าเฉพาะบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยร่วมกล่าวอ้างไม่ ดังนั้นเมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดความเสียหายขณะที่ยกลงจากรถยนต์บรรทุกเพื่อวางยังสถานที่ตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.438 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.609 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.867 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.868 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.880 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.887

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจำนวน ๖,๔๘๒,๕๓๗.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ย อัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทอาคเนย์ประกันภัย จำกัด เข้าร่วมเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้น พิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้ค่าเสียหายจำนวน ๖,๔๘๒,๕๓๗.๙๙ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้องไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ มิฉะนั้นก็ให้จำเลยร่วมชำระแทน จำเลยร่วมอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยได้ว่าจ้างบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่น ออกแบบและก่อสร้างสถานีไฟฟ้าย่อย พร้อมทั้งจัดหาและติดตั้งหม้อแปลงไฟฟ้าพร้อมอุปกรณ์ที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในการนี้บริษัทซูมิโตโมแวร์เฮาส์ซึ่งเป็นตัวแทนของบริษัทบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่น ในประเทศไทยได้ว่าจ้างจำเลยที่ ๑ และจำเลยที่ ๒ ในฐานะหุ้นส่วนผู้จัดการให้ขนส่งหม้อแปลงไฟฟ้าจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปส่งที่สถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ในระหว่างการขนส่งขณะที่ คนงานของจำเลยที่ ๑ ใช้เครื่องปั้นจั่นยกหม้อแปลงไฟฟ้าลงจากรถยนต์บรรทุกวางบนฐานรองรับที่สถานีไฟฟ้าย่อย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เครื่องปั้นจั่นเกิดขัดข้องเนื่องจากแขนยกหดเข้าไป เป็นเหตุให้หม้อแปลงไฟฟ้าหลุดจากปั้นจั่นตกลงกระแทกกับพื้นจนได้รับความเสียหาย เมื่อโจทก์เป็นผู้รับประกันภัยจากบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำหรับความเสียหายในระหว่างก่อสร้างและการขนส่งอุปกรณ์ไฟฟ้า และ ได้มีความเสียหายเกิดขึ้นในระหว่างการขนส่งอุปกรณ์ไฟฟ้าโจทก์ก็ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ผู้เอาประกันภัย ไปแล้ว แม้กรมธรรม์ประกันภัยระหว่างโจทก์กับบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยจะลงลายมือชื่อกรรมการบริษัทโจทก์เพียงคนเดียวก็เป็นเรื่องระหว่างโจทก์ผู้รับประกันภัยกับบริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยผู้เอาประกันภัยที่จะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เมื่ออีกฝ่ายหนึ่งฟ้องร้องให้บังคับคดีตามสัญญาประกันภัยดังกล่าว จำเลยร่วมซึ่งมิได้เป็นคู่สัญญาในสัญญาประกันภัยนั้น หาอาจยกมาเป็นเหตุให้จำเลยร่วมหลุดพ้นจากความรับผิดไปได้ไม่ จำเลยร่วมฎีกาข้อต่อมาว่า หม้อแปลงไฟฟ้าที่เสียหายนั้น บริษัทศิริวัฒน์ (๒๕๑๕) จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศไทยสามารถซ่อมแซมได้ บริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยไม่จำเป็นต้องจัดส่ง หม้อแปลงไฟฟ้าไปซ่อมที่ประเทศญี่ปุ่น จำเลยร่วมต้องรับผิดเพียงเท่าจำนวนค่าเสียหายที่แท้จริง ณ สถานที่และ เวลาที่เกิดวินาศภัยเท่าที่บริษัท ศิริวัฒน์ (๒๕๑๕) จำกัด ได้สำรวจและคำนวณไว้เป็นเงินจำนวน ๒,๐๐๐,๐๐๐ บาท เท่านั้น เห็นว่า หม้อแปลงไฟฟ้าที่เสียหายมีขนาดใหญ่ ไม่ปรากฏว่ามีบริษัทหรือหน่วยงานแห่งใดในประเทศไทย เคยสร้างและซ่อมแซมมาก่อน เมื่อเกิดความเสียหายขึ้น ย่อมต้องจัดการซ่อมแซมให้ดีที่สุด เพราะหากซ่อมแซม ไม่ดีแล้วนำไปใช้งานก็อาจกระทบกระเทือนถึงประชาชนโดยส่วนรวม ดังนั้น การที่บริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยตัดสินใจส่งหม้อแปลงไฟฟ้ากลับไปให้บริษัทฟูจิอิเล็กทริก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิต ซ่อมแซมจึงเป็นเรื่องที่สมเหตุผลแล้ว และค่าเสียหายที่บริษัทซูมิโตโมคอร์ปอเรชั่นและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยสามารถเรียกร้องจากโจทก์ผู้รับประกันภัยได้นอกจากค่าซ่อมแซมแล้ว ย่อมรวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นอันจำเป็น เช่น ค่าขนส่งและค่าภาษีอากร ในการส่งมอบหม้อแปลงไฟฟ้าไปซ่อมและส่งกลับมาติดตั้งยังสถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ด้วย จำเลยร่วมฎีกาในประการสุดท้ายว่า ความรับผิดของจำเลยร่วมในฐานะผู้รับประกันภัยจากจำเลยทั้งสองมีเพียงเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในบริเวณท่าเรือปลายทางเท่านั้น เพราะคำว่า Terminal Operators ในกรมธรรม์ประกันภัยเอกสารหมาย ล. ๙ หมายถึงผู้ปฏิบัติการขนถ่ายสินค้าในบริเวณท่าเรือปลายทาง เมื่อความเสียหายเกิดขึ้นที่สถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิด เห็นว่า จำเลยที่ ๑ ประกอบธุรกิจรับจ้างขนส่งรับขนส่งสิ่งของจากการท่าเรือแห่งประเทศไทยไปส่งยังสถานีที่ต่างๆ จำเลยที่ ๑ ได้ทำสัญญารับจ้างขนส่งหม้อแปลงไฟฟ้ากับ บริษัทซูมิโตโมแวร์เฮ้าส์ จำกัด ไปส่งที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ขอบเขตของงานตามสัญญาจ้าง นับแต่จำเลยที่ ๑ รับมอบสินค้าจากเรือไปส่งและขนถ่ายลงยังสถานที่ตั้งของแต่ละโครงการเป็นไปตามที่กำหนดโดย ผู้ว่าจ้างคือที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จึงไม่มีเหตุผลที่จำเลยที่ ๑ จะทำสัญญาประกันภัยกับจำเลยร่วมเพื่อประกันความเสียหายเฉพาะการขนถ่ายสินค้าในบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยร่วมกล่าวอ้าง ทั้งปรากฏว่าหลังจากเกิดเหตุแล้วจำเลยร่วมก็ได้ว่าจ้างบริษัท ศิริวัฒน์ (๒๕๑๕) จำกัด และบริษัทยูไนเต็ดเซอร์เวย์เยอรส์แอนด์แอดจัสเตอรส์ จำกัด เข้าสำรวจความเสียหายของหม้อแปลงไฟฟ้า และเป็นผู้ชำระเงินค่าสำรวจความเสียหาย ให้แก่บริษัททั้งสอง ซึ่งหากจำเลยร่วมเห็นว่าจำเลยร่วมไม่มีความรับผิดในฐานะผู้รับประกันภัยในกรณีดังกล่าวแล้ว ก็ไม่มีความจำเป็นที่จำเลยร่วมจะต้องเข้ามาเป็นธุระดำเนินการสำรวจความเสียหาย สำหรับถ้อยคำว่า Terminal ในกรมธรรม์ประกันภัย ซึ่งแปลว่าสถานีนั้น มีความหมายได้ทั้งสถานีต้นทางและปลายทาง เมื่อพิจารณาถ้อยคำในกรมธรรม์ประกันภัย ประกอบพยานหลักฐานและพฤติการณ์อื่นดังกล่าวมาแล้ว สถานีปลายทางตามกรมธรรม์ ประกันภัยเอกสารหมาย จ. ๙ ย่อมมีความหมายถึงสถานที่ที่จำเลยที่ ๑ จะต้องนำหม้อแปลงไฟฟ้าไปส่งให้แก่ผู้ว่าจ้างที่จังหวัดราชบุรีและจังหวัดประจวบคีรีขันธ์หาได้หมายความถึงการขนถ่ายสินค้าเฉพาะบริเวณการท่าเรือแห่งประเทศไทยตามที่จำเลยร่วมกล่าวอ้างไม่ ดังนั้น เมื่อหม้อแปลงไฟฟ้าเกิดความเสียหายขณะที่ยกลงจากรถยนต์บรรทุกเพื่อวางยังสถานที่ตั้งสถานีไฟฟ้าย่อยจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ซึ่งเป็นสถานีปลายทาง จำเลยร่วมจึงต้องรับผิดตามสัญญาประกันภัย พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2081/2543 บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามนาวาขนส่ง กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - บริษัทกรุงเทพประกันภัย จำกัด · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสยามนาวาขนส่ง กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิรัช ลิ้มวิชัย · ระพินทร บรรจงศิลป · สมชาย จุลนิติ์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่ง - นายวิชัย ตันติกุลานันท์ · ศาลอุทธรณ์ - นายพิทยา บุญชู
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 22/2511ฎีกา 8688/2551ฎีกา 4513/2533ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 246/2530ฎีกา 1538/2518ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 7335/2538ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 307/2513ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา