⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2110/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่อุทิศให้เพื่อสาธารณประโยชน์ย่อมตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันทีโดยไม่ต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียน และประเด็นเรื่องสาธารณสมบัติของแผ่นดินเป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถหยิบยกขึ้นวินิจฉัยเองได้แม้คู่ความมิได้ยกขึ้นต่อสู้

ย่อคำพิพากษา

บิดาโจทก์และโจทก์อุทิศที่พิพาทให้ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามตามหลักของศาสนาอิสลาม อันมีผลทำให้ผู้ใดจะยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของที่พิพาทไม่ได้ ที่พิพาทจึงเป็นที่ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์และตกเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินทันทีที่อุทิศให้ โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ปัญหาว่าที่พิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตาม ป.พ.พ. มาตรา 1304 (2) หรือไม่ เป็นปัญหาอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยจะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เอง ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 142 (5) (ประเด็นหลังวินิจฉัยโดยที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาครั้งที่ 15/2543)

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.142 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.1304

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสิบพร้อมบริวารรื้อถอนบ้านเลขที่ ๕๗ อาคารโรงเรียนและต้นไม้ออกจากที่ดินของโจทก์และให้เช่าค่าเสียหายเดือนละ ๕๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจำเลยทั้งสิบและบริวารจะรื้อถอนบ้าน อาคารโรงเรียนและต้นไม้ออกไปจากที่ดินของโจทก์ ระหว่างพิจารณาคู่ความแถลงร่วมกันว่า จำเลยที่ ๓ ถึงแก่ความตายก่อนโจทก์ฟ้อง ศาลชั้นต้นสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ ให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์เป็นเจ้าของที่พิพาทและมีอำนาจฟ้อง หรือไม่ คดีนี้โจทก์อ้างตนเองเข้ามาเบิกความเป็นพยานว่า บิดาโจทก์แบ่งที่ดินประมาณ ๒ ไร่ ให้บิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามชั่วคราว ต่อมาวันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๐๖ บิดาโจทก์ยกที่ดินให้โจทก์ ปี ๒๕๒๐ บิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ถึงแก่ความตาย จำเลยที่ ๑ สอนศาลนาต่อโดยโจทก์อนุญาตให้ใช้ที่ดินชั่วคราวและไม่ได้ทำเป็นหนังสือ ต่อมาวันที่ ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๓๐ จำเลยที่ ๑ ฟ้องโจทก์อ้างว่ามีกรรมสิทธิ์ในที่พิพาทโดยการครอบครอง ปรปักษ์และศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้องแล้ว โจทก์ไม่ประสงค์จะให้จำเลยที่ ๑ อยู่ในที่ดินต่อไปจึงให้ทนายความ มีหนังสือให้จำเลยที่ ๑ และบริวารออกจากที่ดินแล้ว จำเลยทั้งสิบไม่ยอมออก แต่ในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๑๑๙๑๕/๒๕๓๒ ของศาลแพ่ง โจทก์เบิกความว่า เมื่อประมาณปี ๒๔๘๕ ถึง ๒๔๘๗ บิดาโจทก์อนุญาตให้บิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ อาศัยใช้ที่ดินประมาณ ๑ ไร่ สร้างโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม แล้วช่วยกันสร้างโรงเรียนและบ้านพักครูขึ้น บ้านและโรงเรียนที่สร้างขึ้นนี้ไม่ได้สร้างขึ้นเพื่อเป็นกรรมสิทธิ์ของบิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ แต่สร้างขึ้นให้เป็นส่วนกลาง ของศาสนา และยังเบิกความอีกว่า ชาวมุสลิมส่วนมากให้ใช้ที่ดินของตนสร้างมัสยิด สร้างสุสาน และสร้างโรงเรียนสอนศาสนา ที่ดินที่ให้สร้างนี้จะนำไปซื้อขาย จำหน่าย จำนอง จำนำ ไม่ได้ทั้งสิ้น โดยถือว่าเป็นที่ดินอยู่ในฟีซาบิลล่ะห์ คืออยู่ในแนวทางศาสนาอิสลาม ใครจะยึดถือเป็นเจ้าของไม่ได้ หรือใครจะครอบครองเป็นเจ้าของก็ไม่ได้ จากคำเบิกความของโจทก์ดังกล่าวศาลฎีกา เห็นว่า การที่บิดาโจทก์อนุญาตให้บิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ใช้ที่พิพาทสร้างโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามตั้งแต่ประมาณปี ๒๔๘๗ จนกระทั่งบิดาโจทก์ถึงแก่ความตายในปี ๒๕๑๗ และเมื่อบิดาจำเลยที่ ๑ ถึงที่ ๙ ถึงแก่ความตายในปี ๒๕๒๐ โจทก์ก็ยังอนุญาตให้จำเลยที่ ๑ สอนศาสนาในที่พิพาทต่อไปนั้น เป็นการที่บิดาโจทก์และโจทก์อุทิศที่พิพาทให้ใช้เป็นโรงเรียนสาอนศาสนาอิสลามตามหลักของศาสนาอิสลาม อันมีผลทำให้ผู้ใดจะยึดถือครอบครองเป็นเจ้าของที่พิพาทไม่ได้ ที่พิพาทจึงเป็นที่ซึ่งใช้เพื่อสาธารณประโยชน์ของชาวมุสลิมและตกเป็น สาธารณสมบัติของแผ่นดินทันทีที่บิดาโจทก์อุทิศให้โดยไม่จำต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ เมื่อที่พิพาทตกเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๓๐๔ (๒) แล้ว โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้อง ปัญหาข้อนี้ ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่าเป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน แม้จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ และที่ ๔ ถึงที่ ๑๐ จะไม่ได้ยกขึ้นต่อสู้ไว้ในคำให้การ ศาลฎีกาก็หยิบยกขึ้นวินิจฉัยได้เองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๔๒ (๕) พิพากษายืน . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2110/2543 นายมาน กริสและ โจทก์ นายอาราบี ธรรมดี กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายมาน กริสและ · จำเลย - นายอาราบี ธรรมดี กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชวลิต ยอดเณร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · สุเมธ ตังคจิวางกูร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ - นายสำเรือง กมลละคร · ศาลอุทธรณ์ - นายประเสริฐ จันทรเวช
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 1342/2509ฎีกา 1879/2542ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3099/2524ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2572/2541ฎีกา 861/2540ฎีกา 1036/2506ฎีกา 863/2524ฎีกา 2520/2544ฎีกา 2718/2538ฎีกา 1170/2505ฎีกา 7051/2540ฎีกา 1593/2524
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา