⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2800/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2800/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ที่ดินที่จัดสรรตามพระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 จะไม่ตกเป็นสินสมรสจนกว่าจะมีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ และจะโอนหรือตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีได้เมื่อพ้นกำหนดเวลาตามกฎหมายแล้ว

ย่อคำพิพากษา

เดิมโจทก์ฟ้อง ก. ขอหย่าและแบ่งสินสมรส ซึ่งมีที่ดินพิพาทนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี - ลพบุรี จัดสรรให้แก่ ก. สมาชิกนิคมทำประโยชน์รวมอยู่ด้วย ศาลชั้นต้นพิพากษาคดีถึงที่สุดให้ ก. แบ่งสินสมรส ซึ่งรวมที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง โดยขณะนั้นยังไม่มีการออกโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์สำหรับที่ดินพิพาทแต่อย่างใด เมื่อกรมประชาสงเคราะห์เป็นบุคคลภายนอกคดีย่อมไม่ใช่คู่ความในคดีเดิม ที่ดินพิพาทจึงอยู่ในบังคับ พ.ร.บ.จัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ. 2511 ซึ่งตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวไม่มีบทมาตราใดที่ระบุว่า ก่อนมีการออกโฉนดหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์แล้วให้ถือว่าบุคคลที่รัฐอนุญาตให้เข้าทำกินมีสิทธิครอบครองหรือกรรมสิทธิ์เด็ดขาด แต่กลับมีมาตรา 12 บัญญัติว่า "ภายในห้าปีนับแต่วันที่ได้รับโฉนดที่ดินหรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์ในที่ดิน ผู้ที่ได้มาซึ่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะโอนที่ดินนั้นไปยังผู้อื่นไม่ได้ นอกจากการตกทอดโดยทางมรดกหรือโอนไปยัง สหกรณ์ที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ แล้วแต่กรณี" และในวรรคสองบัญญัติว่า "ภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ที่ดินนั้นไม่ตกอยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดี" ดังนั้น ที่ดินพิพาทยังคงเป็นที่ดินที่รัฐยังไม่ได้มอบสิทธิครอบครองให้แก่ ก. ในขณะที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาถึงที่สุด เมื่อ ก. เพิ่งได้รับหนังสือแสดงการทำประโยชน์และออกโฉนดที่ดินสำหรับที่ดินพิพาทมาภายหลัง จึงไม่ใช่สินสมรสระหว่างโจทก์และ ก. ดังนี้ โจทก์ย่อมไม่มีอำนาจฟ้องขอให้บังคับจำเลยซึ่งรับโอนมรดกจาก ก. ให้แบ่งที่ดินพิพาทโดยอ้างว่าเป็นสินสมรสระหว่างโจทก์และ ก. ตามคำพิพากษาของศาลได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.1 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.57 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.145 พระราชบัญญัติจัดที่ดินเพื่อการครองชีพ พ.ศ.2511 ม.12

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เดิมนายกิมจุ้ยเป็นโจทก์ ฟ้องโจทก์เป็นจำเลยต่อศาลชั้นต้น เรื่องหย่า สินสมรส ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยหย่าขาดกับโจทก์ และให้จำเลยแบ่งสินสมรสรวมถึงที่ดินจัดสรรให้ทำกินของนิคมสร้างตนเองพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี - ลพบุรี เนื้อที่ประมาณ ๒๕ ไร่ แก่โจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนาของจำเลย ตามคำพิพากษาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ๒๙๕/๒๕๒๘ ต่อมานายกิมจุ้ยลอบนำที่ดินแปลงดังกล่าวออกโฉนดเลขที่ ๓๒๓๗๘ เนื้อที่ประมาณ ๒๔ ไร่ ๓ งาน ๙ ตารางวา มีชื่อนายกิมจุ้ยถือกรรมสิทธิ์ผู้เดียว อันเป็นการไม่ชอบ เพราะโจทก์มีกรรมสิทธิ์ที่ดินกึ่งหนึ่งและนายกิมจุ้ยทำพินัยกรรมยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๗๘ ให้แก่จำเลย ต่อมานายกิมจุ้ยถึงแก่กรรม จำเลยจึงรับโอนมรดกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๗๘ ขอให้บังคับจำเลยไปแบ่งแยกที่ดินโฉนดเลขที่ ๓๒๓๗๘ เนื้อที่ ๒๔ ไร่ ๓ งาน ๙ ตารางวา ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของโจทก์กึ่งหนึ่ง หากจำเลยไม่แบ่งแยก ให้ถือเอาคำพิพากษาเป็นการแสดงเจตนา จำเลยให้การต่อสู้คดี ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน โจทก์ฎีกา ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2800/2543 นางอัมพรหรืออำพร เลิศพิภพ โจทก์ นางวัฒนา พฤกษาเจริญสุข จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางอัมพรหรืออำพร เลิศพิภพ · จำเลย - นางวัฒนา พฤกษาเจริญสุข
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลฎีกาฟังข้อเท็จจริงว่า เมื่อ - ลพบุรี จัดสรรที่ดินพิพาทให้แก่ · ศาลอุทธรณ์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 5692/2538ฎีกา 795/2543ฎีกา 1010/2539ฎีกา 1721/2528ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 8688/2551ฎีกา 9577/2552ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 3219/2534ฎีกา 1889/2511ฎีกา 4549/2540ฎีกา 8680/2551ฎีกา 2345/2540ฎีกา 8119/2540ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา