⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 3259/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3259/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้จะขายสงวนสิทธิที่จะใช้วัสดุอื่นแทนได้นั้น ต้องเป็นไปตามรายการที่ระบุไว้ในสัญญาเท่านั้น และหากผู้จะขายไม่ชำระหนี้ถูกต้องตามสัญญา ถือว่าผิดสัญญาและเจ้าหนี้มีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้โดยไม่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเลิกสัญญาที่กำหนดไว้ หากได้บอกกล่าวให้แก้ไขภายในระยะเวลาอันสมควรแล้วแต่ไม่ดำเนินการ

ย่อคำพิพากษา

เงื่อนไขการจะซื้อจะขายมีใจความว่า "รายการก่อสร้างและวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างห้องชุดผู้จะซื้อจะต้องเป็นไปตามรายการที่ระบุไว้ของห้องชุดในเอกสารแนบท้าย 2 แต่ผู้จะขายสงวนสิทธิที่จะใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันแทนได้" เป็นเงื่อนไขกำหนดให้ผู้จะขายใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นแทนได้เฉพาะรายการก่อสร้างและวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้างห้องชุดของผู้จะซื้อเท่านั้น ตามเอกสารแนบท้ายสัญญา 2 รายการที่ระบุไว้ในรายการฝ้าเพดานระบุว่าส่วนกลางเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ด จำเลยจึงไม่มีสิทธิก่อสร้างโดยใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นในทรัพย์ส่วนกลาง เมื่อปรากฏว่าเพดานคอนกรีตเสริมเหล็กที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางก็คือโครงสร้างที่เป็นพื้นของห้องชุดชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไปเท่ากับจำเลยมิได้ทำฝ้าเพดาน จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาโจทก์มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่จะบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ แม้จะมีข้อสัญญากำหนดไว้ให้เลิกสัญญาได้ในกรณีใดบ้าง หากมีกรณีที่ไม่ตรงตามข้อสัญญาแต่กลับตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายก็สามารถเลิกสัญญาได้ เมื่อจำเลยมิได้ก่อสร้างฝ้าเพดานที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญาซึ่งเป็นเรื่องที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ซึ่งรวมถึงการชำระหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 387 ทั้งกรณีไม่ต้องด้วยมาตรา 216 ซึ่งเป็นเรื่องผลของการผิดนัดทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการชำระหนี้ เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยก่อสร้างฝ้าเพดานอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้ถูกต้องภายในกำหนด 1 เดือนอันเป็นระยะเวลาพอสมควรแต่จำเลยไม่ก่อสร้างให้ถูกต้อง โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้และไม่จำต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการจะซื้อจะขายข้อ 6.3 ที่ว่า หากโจทก์จะเลิกสัญญาต้องบอกกล่าวจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือนเพราะเป็นการเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมาย มิใช่การเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาดังกล่าว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.55 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.11 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.171 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.194 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.212 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.216 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.369 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.386 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.387

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2535 โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุด "ซิตี้พาร์ค บางนา" จำนวน 1 ห้องจากจำเลยในราคา 418,950 บาทโดยมีข้อตกลงว่าในการก่อสร้างอาคารชุด ฝ้าเพดานซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางจำเลยจะทำเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ดและกำหนดก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2537 โจทก์ชำระเงินแก่จำเลยครบตามงวดแล้วรวมเป็นเงิน 104,960 บาท แต่จำเลยก่อสร้างอาคารชุดไม่แล้วเสร็จตามกำหนดและไม่ได้ก่อสร้างฝ้าเพดานซึ่งเป็นทรัพย์ส่วนกลางเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ด อันเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยปฏิบัติให้ถูกต้องตามสัญญา แต่จำเลยเพิกเฉย โจทก์ได้บอกเลิกสัญญาแล้ว ขอให้บังคับจำเลยคืนเงิน 104,960 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม จำเลยไม่ได้ผิดสัญญา สัญญาจะซื้อจะขายไม่ได้รวมถึงฝ้าเพดานที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางซึ่งจำเลยก่อสร้างเพื่อประโยชน์ของผู้อยู่อาศัยทุกคน รายการวัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างทรัพย์ส่วนกลางเป็นการกำหนดไว้เป็นมาตรฐานเท่านั้น และตามเงื่อนไขของสัญญาจำเลยสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงใช้วัสดุและอุปกรณ์ที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันได้ การที่จำเลยก่อสร้างเป็นฝ้าเพดานคอนกรีตแทนถือได้ว่าฝ้าเพดานคอนกรีตมีคุณภาพแข็งแรงทนทานดีกว่าฝ้าเพดานโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ด จำเลยก่อสร้างห้องชุดที่โจทก์ซื้อเสร็จแล้วและแจ้งให้โจทก์ไปทำสัญญาซื้อขายรับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด แต่โจทก์เพิกเฉย จำเลยมีสิทธิริบมัดจำ ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงิน 104,960 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีนับแต่วันฟ้อง จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังเป็นยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้ออาคารชุด "ซิตี้พาร์ค บางนา" จากจำเลย และชำระเงินแก่จำเลยตามสัญญาเป็นเงิน 104,960 บาท ตามใบเสร็จรับเงินและตารางชำระค่างวดเอกสารหมาย จ.6 ส่วนที่เหลือจะชำระในวันโอนกรรมสิทธิ์ โดยมีข้อตกลงว่าฝ้าเพดานส่วนกลางจำเลยจะทำเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ดตามสัญญาจะซื้อจะขายห้องชุดเอกสารหมาย จ.2 ซึ่งมีเอกสารแนบท้าย 1และ 2 และแผ่นพับโฆษณาเอกสารหมาย จ.3 จำเลยก่อสร้างเพดานส่วนกลางเป็นคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีตามภาพถ่ายหมาย จ.7 โจทก์มีหนังสือแจ้งให้จำเลยก่อสร้างฝ้าเพดานเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ดให้ถูกต้องตามสัญญา หากไม่ก่อสร้างให้ถูกต้องก็ขอให้คืนมัดจำตามหนังสือเอกสารหมาย จ.9 และจำเลยได้รับหนังสือดังกล่าวแล้วตามใบตอบรับเอกสารหมาย จ.10 ต่อมาจำเลยมีหนังสือให้โจทก์ไปชำระเงินส่วนที่เหลือและนัดจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุด โดยจำเลยก็มิได้ก่อสร้างฝ้าเพดานดังกล่าวให้ถูกต้อง โจทก์จึงมีหนังสือบอกเลิกสัญญาและให้จำเลยคืนเงินที่โจทก์ชำระแก่จำเลยดังกล่าวแก่โจทก์ตามหนังสือเอกสารหมาย จ.13ซึ่งจำเลยได้รับแล้ว มีปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า จำเลยมีสิทธิเปลี่ยนแปลงฝ้าเพดานที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางซึ่งเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ดเป็นเพดานคอนกรีตเสริมเหล็กหรือไม่ เห็นว่า ตามเอกสารแนบท้าย 1 เงื่อนไขการจะซื้อจะขายข้อ 2.2มีใจความว่า "รายการก่อสร้างและวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในการก่อสร้างห้องชุดผู้จะซื้อจะต้องเป็นไปตามรายการที่ระบุไว้ของห้องชุดในเอกสารแนบท้าย 2 แต่ทั้งนี้ผู้จะขายสงวนสิทธิที่จะใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นที่มีคุณภาพเท่าเทียมกันแทนได้" จะเห็นได้ว่าเงื่อนไขดังกล่าวกำหนดให้ผู้จะขายใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นแทนได้เฉพาะรายการก่อสร้างและวัสดุและอุปกรณ์ที่จะใช้ในการก่อสร้างห้องชุดของผู้จะซื้อเท่านั้น มิได้กำหนดให้กระทำการดังกล่าวแก่ส่วนที่มิใช่ห้องชุดของผู้จะซื้อแต่อย่างใด และตามเอกสารแนบท้ายสัญญา 2 รายการที่ระบุไว้ในรายการฝ้าเพดานระบุว่าห้องทั่วไปเป็นคอนกรีตแต่งผิว ทาสี ส่วนกลางเป็นโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ด ดังนั้นจำเลยจึงไม่มีสิทธิก่อสร้างโดยใช้วัสดุและอุปกรณ์อื่นในทรัพย์ส่วนกลางกล่าวคือ ใช้เพดานคอนกรีตเสริมเหล็กแทนโครงสร้างอะลูมิเนียมทีบาร์บุยิปซัมบอร์ด ยิ่งไปกว่านั้นเพดานคอนกรีตเสริมเหล็กที่จำเลยอ้างก็คือโครงสร้างที่เป็นพื้นของห้องชุดชั้นที่อยู่เหนือขึ้นไป ซึ่งเท่ากับจำเลยมิได้ทำฝ้าเพดานแต่อย่างใด จำเลยจึงเป็นฝ่ายผิดสัญญาและฝ้าเพดานอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางนี้แม้โจทก์ยังมิได้เป็นผู้มีส่วนถือกรรมสิทธิ์รวมเพราะยังมิได้รับโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดก็ตาม แต่โจทก์ก็มีสิทธิตามสัญญาจะซื้อจะขายที่ทำกับจำเลยในอันที่จะบังคับให้จำเลยต้องปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าวได้ เมื่อจำเลยไม่ปฏิบัติตาม ปัญหาข้อกฎหมายที่ต้องวินิจฉัยประการต่อไปจึงมีว่า โจทก์มีสิทธิบอกเลิกสัญญาหรือไม่ ปัญหานี้เห็นว่าตามเอกสารแนบท้าย 1 เงื่อนไขการจะซื้อจะขายข้อ 6.3 ที่มีข้อความระบุไว้ว่า "ในกรณีที่ผู้จะขายนั้นไม่สามารถทำการก่อสร้างอาคารชุดหรือห้องชุดผู้จะซื้อให้แล้วเสร็จหรือไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดผู้จะซื้อภายในเวลาที่กำหนดในสัญญานี้และการผิดสัญญาดังกล่าวดำเนินต่อไปภายหลังจากผู้จะซื้อส่งหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้จะขายไม่น้อยกว่าหกเดือนผู้จะซื้ออาจบอกเลิกภาระผูกพันของผู้จะซื้อตามสัญญานี้" นั้น เป็นการกำหนดไว้ 2 กรณีที่ผู้จะซื้อบอกเลิกสัญญาได้ คือ ผู้จะขายก่อสร้างห้องชุดไม่แล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนด หรือไม่สามารถจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ห้องชุดได้ ซึ่งเป็นสิทธิเลิกสัญญาโดยข้อสัญญา อย่างไรก็ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 386 ได้วางหลักในเรื่องการเลิกสัญญาไว้ 2 กรณีคือ เลิกสัญญาโดยข้อสัญญาและเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายดังนั้น แม้จะมีข้อสัญญากำหนดไว้ให้เลิกสัญญาได้ในกรณีใดบ้าง หากมีกรณีที่ไม่ตรงตามข้อสัญญาแต่กลับตรงตามบทบัญญัติของกฎหมายก็สามารถเลิกสัญญาได้ ตามข้อเท็จจริงที่ว่าจำเลยมิได้ก่อสร้างฝ้าเพดานที่เป็นทรัพย์ส่วนกลางให้ถูกต้องตามข้อตกลงในสัญญาซึ่งไม่ตรงตามข้อสัญญาที่ให้สิทธิโจทก์ในการเลิกสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาไม่ได้ปัญหาต่อไปว่า โจทก์จะเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายได้หรือไม่เห็นว่า ตามบทบัญญัติมาตรา 216 ซึ่งบัญญัติไว้ว่า "ถ้าโดยเหตุผิดนัดการชำระหนี้กลายเป็นอันไร้ประโยชน์แก่เจ้าหนี้ เจ้าหนี้จะบอกปัดไม่รับชำระหนี้ก็ได้" นั้น เป็นเรื่องการผิดนัดชำระหนี้และผลของการผิดนัดทำให้เจ้าหนี้ไม่ได้รับประโยชน์จากการชำระหนี้ ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริงในคดีนี้ที่มิใช่เป็นเรื่องผิดนัด หากแต่เป็นเรื่องของสัญญาที่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ซึ่งรวมถึงการชำระหนี้ที่ไม่ถูกต้องตามสัญญาด้วย อันตรงกับบทบัญญัติ มาตรา 387 แห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่บัญญัติไว้ว่า"ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งไม่ชำระหนี้ อีกฝ่ายหนึ่งจะกำหนดระยะเวลาพอสมควรแล้วบอกกล่าวให้ฝ่ายนั้นชำระหนี้ภายในระยะเวลานั้นก็ได้ ถ้าและฝ่ายนั้นไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนดให้ไซร้ อีกฝ่ายหนึ่งจะเลิกสัญญาเสียก็ได้"ดังนั้น เมื่อโจทก์บอกกล่าวให้จำเลยก่อสร้างฝ้าเพดานอันเป็นทรัพย์ส่วนกลางให้ถูกต้องภายในกำหนดระยะเวลา 1 เดือนอันเป็นระยะเวลาพอสมควรแต่จำเลยไม่ก่อสร้างให้ถูกต้อง จึงเท่ากับจำเลยไม่ชำระหนี้ภายในระยะเวลาที่กำหนด โจทก์จึงมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้ตามบทบัญญัติที่กล่าวมาข้างต้นส่วนที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องบอกกล่าวแก่จำเลยไม่น้อยกว่า 6 เดือนเพราะตามเอกสารแนบท้าย 1 เงื่อนไข การจะซื้อจะขายข้อ 6.3 โจทก์ตกลงกับจำเลยว่า หากโจทก์จะเลิกสัญญา โจทก์ต้องบอกกล่าวจำเลยล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 6 เดือน นั้น เมื่อกรณีนี้เป็นการเลิกสัญญาโดยบทบัญญัติแห่งกฎหมายมิใช่การเลิกสัญญาโดยข้อสัญญาดังกล่าว โจทก์จึงไม่ต้องบอกกล่าวโดยกำหนดระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือน ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3259/2543 นายทัตชัย สุขวรรณวิทย์ โจทก์ บริษัทเอ็ม. ไทย เอสเตท จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายทัตชัย สุขวรรณวิทย์ · จำเลย - บริษัทเอ็ม. ไทย เอสเตท จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมศักดิ์ เทวรักษ์กุล · ผล อนุวัตรนิติการ · พิชิต คำแฝง
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 591/2531ฎีกา 681/2506ฎีกา 2439/2531ฎีกา 9815/2555ฎีกา 5317/2538ฎีกา 8688/2551ฎีกา 8777/2548ฎีกา 2834/2527ฎีกา 2409/2551ฎีกา 1968/2533ฎีกา 7466/2538ฎีกา 8875/2542ฎีกา 763/2484ฎีกา 1889/2511ฎีกา 8680/2551ฎีกา 861/2540ฎีกา 863/2524ฎีกา 1170/2505ฎีกา 1593/2524ฎีกา 4470/2543ฎีกา 713/2512ฎีกา 1194/2527ฎีกา 3024/2528ฎีกา 2224/2528
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ