⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5923/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกับลูกหนี้ชั้นต้น โดยลูกหนี้ชั้นต้นยินยอมชำระหนี้ให้ ถือว่าเจ้าหนี้ได้สละสิทธิเรียกร้องตามเช็คที่ออกโดยผู้สั่งจ่ายไปแล้ว และหนี้ตามเช็คนั้นระงับสิ้นไป เจ้าหนี้จึงไม่มีสิทธิฟ้องเรียกให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินตามเช็คนั้นอีก

ย่อคำพิพากษา

จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการมอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายเช็คพิพาทให้แก่จำเลยร่วมเพื่อชำระค่าโทรทัศน์สี แต่จำเลยร่วมมิได้ส่งมอบเครื่องรับโทรทัศน์ให้จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 3 ได้ทวงถามเช็คพิพาทคืน แต่จำเลยร่วมไม่คืนให้เพราะนำไปขายลดแก่โจทก์และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและผู้สั่งจ่ายเช็ครายอื่นรวม 12 คน ให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 20 ฉบับซึ่งมีเช็คพิพาทรวมอยู่ด้วย ต่อมาโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยร่วมยินยอมชำระเงินให้โจทก์ถือว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องตามเช็คพิพาทไปแล้วโดยได้สิทธิตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามเช็คพิพาทระงับสิ้นไป โจทก์ไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินอีก

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.850 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.852

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงิน 167,606.54 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ในต้นเงิน 156,000บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยทั้งสามให้การว่า เช็คพิพาทเป็นของจำเลยที่ 1 โดยมีจำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่บริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อชำระราคาสินค้ามูลหนี้ตามเช็คพิพาทได้ระงับไปแล้ว เนื่องจากโจทก์ฟ้องบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกต่อศาลแพ่งตามคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22414/2539 ต่อมาโจทก์และบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด กับพวกทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยบริษัทพอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัดกับพวกยอมชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา จำเลยทั้งสามยื่นคำร้องขอให้เรียกบริษัทพอสโซ่(ประเทศไทย) จำกัด เข้ามาเป็นจำเลยร่วม และจำเลยที่ 2 ถึงแก่ความตายนางอนงค์ เตียรถ์สุวรรณ ภริยาจำเลยที่ 2 ยื่นคำร้องขอเป็นคู่ความแทนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันชำระเงิน 156,000 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแต่ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องไม่ให้เกิน 11,606.54 บาท ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 3 และจำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายืน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ในคดีที่ฎีกาได้แต่เฉพาะในปัญหาข้อกฎหมายนั้นการวินิจฉัยปัญหาเช่นว่านี้ ศาลฎีกาต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 4ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวน ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 4 ฟังข้อเท็จจริงว่าเช็คพิพาท จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการได้มอบอำนาจให้จำเลยที่ 3 ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายให้แก่จำเลยร่วมเพื่อชำระค่าโทรทัศน์สีแต่จำเลยร่วมมิได้ส่งมอบเครื่องรับโทรทัศน์ให้จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 3 ได้ทวงถามเช็คพิพาทคืนจากจำเลยร่วม แต่จำเลยร่วมไม่คืนให้เพราะเหตุได้นำไปขายลดแก่โจทก์และโจทก์ได้ฟ้องจำเลยร่วมและผู้สั่งจ่ายเช็ครายอื่นรวม 12 คน ให้ชำระหนี้ตามสัญญาขายลดเช็คจำนวน 20 ฉบับ ซึ่งมีเช็คพิพาทรวมอยู่ด้วย ปรากฏตามสำเนาคำฟ้องคดีแพ่งหมายเลขดำที่ 22414/2539เอกสารหมาย จ.2 คดีดังกล่าวโจทก์และจำเลยร่วมได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันโดยจำเลยร่วมตกลงยินยอมชำระเงินให้โจทก์ตามฟ้องปรากฏตามสัญญาประนีประนอมยอมความเอกสารหมาย จ.3 แต่โจทก์ยังมิได้รับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ จึงได้ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นคดีนี้มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า สัญญาประนีประนอมยอมความระหว่างโจทก์และจำเลยร่วมทำให้หนี้ตามเช็คพิพาทระงับไปแล้วหรือไม่ เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยร่วมในฐานะผู้ทรงเช็คพิพาทคนก่อนซึ่งนำมาสลักหลังขายลดให้แก่โจทก์จำเลยร่วม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ย่อมเป็นลูกหนี้ร่วมสำหรับหนี้ตามเช็คพิพาทเมื่อโจทก์และจำเลยร่วมทำสัญญาประนีประนอมยอมความกัน โดยจำเลยร่วมยอมชำระหนี้ที่มีต่อโจทก์รวมทั้งหนี้เงินตามเช็คพิพาทด้วย ถือได้ว่าโจทก์สละสิทธิเรียกร้องตามเช็คพิพาทไปแล้วโดยได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาประนีประนอมยอมความ หนี้ตามเช็คพิพาทเป็นอันระงับสิ้นไป โจทก์จึงไม่มีสิทธินำเช็คพิพาทมาเรียกร้องให้ผู้สั่งจ่ายชำระเงินอีก ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น" พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ด้วยนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 4 ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5923/2543 ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองสินอาจิว กับพวก จำเลย จำเลยร่วม จำเลย บริษัท พอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างทองสินอาจิว กับพวก · จำเลย - จำเลยร่วม · จำเลย - บริษัท พอสโซ่ (ประเทศไทย) จำกัด
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ · สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ทองหล่อ โฉมงาม
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 3191/2547ฎีกา 3490/2548ฎีกา 2335/2551ฎีกา 766/2543ฎีกา 1000/2505ฎีกา 5283/2540ฎีกา 4800/2534ฎีกา 8182/2540ฎีกา 6232/2534ฎีกา 2460/2517ฎีกา 643/2497ฎีกา 727/2567ฎีกา 5811/2533ฎีกา 566/2553ฎีกา 1733/2492ฎีกา 7051/2540ฎีกา 898/2534ฎีกา 8207/2538ฎีกา 308/2509ฎีกา 2824/2538ฎีกา 1280/2502ฎีกา 953/2505ฎีกา 2431/2530ฎีกา 2242/2531
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ