⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6489/2543

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6489/2543

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำโดยจงใจของจำเลยที่ทำเอกสารปลอมและเท็จ ทำให้โจทก์หลงเชื่อและไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรได้ ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

ย่อคำพิพากษา

จำเลยทำเอกสารปลอมและเท็จขึ้น ซึ่งสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินทำให้โจทก์หลงเชื่อว่าบริษัท ส. ได้ส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด ถ้าหากจำเลยไม่กระทำเช่นนั้นสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนย่อมสามารถเรียกเก็บอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่น สำหรับวัตถุดิบหรือวัสดุจำเป็นที่นำเข้ามาจากต่างประเทศได้เมื่อครบกำหนดระยะเวลาหนึ่งปีนับแต่วันนำเข้า การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าว มีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยค่าภาษีให้แก่บริษัทดังกล่าว อันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าภาษีอากรที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.420

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 14,919,076.85 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงิน 297,839.45 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อไป นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2535) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนเท่าจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี โดยกำหนดค่าทนายความให้ 10,000 บาท โจทก์อุทธรณ์ขอให้บังคับจำเลยรับผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน จำเลยไม่แก้อุทธรณ์ จึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ให้ โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่จำเลยทำสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินเลขที่ 010 - 4 ถึงเลขที่ 010 - 6 ลงวันที่ 20 มกราคม 2530 ที่แสดงผ่านพิธีการศุลกากรขาออกแล้วอันเป็นการปลอมและเท็จ เพื่อให้บริษัทสินร่วม จำกัด นำไปยื่นต่อสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนเพื่อแสดงว่า บริษัทดังกล่าวส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ ตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนด แล้วบริษัทดังกล่าวขอให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนตัดบัญชีวัตถุดิบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนหลงเชื่อตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าดังกล่าวจึงตัดบัญชีวัตถุดิบผ้าผืนให้บริษัทดังกล่าวจำนวน 471,686 หลา คิดเป็นค่าอากรขาเข้า 11,350,946.86 บาท ภาษีการค้า 2,972,991.40 บาท ภาษีส่วนท้องถิ่น 279,299.14 บาท รวมเป็นค่าภาษีอากรทั้งสิ้น 14,621,237.40 บาทนั้น ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการลงทุน พ.ศ. 2520 มาตรา 36 (1) ที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น บัญญัติว่าเพื่อส่งเสริมการส่งออก คณะกรรมการอาจให้ผู้ได้รับการส่งเสริมได้รับสิทธิและประโยชน์โดยได้รับการยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถดิบและวัตถุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศเพื่อใช้ผลิต ผสม หรือประกอบผลิตภัณฑ์หรือผลิตผลเฉพาะที่ใช้ในการส่งออก ซึ่งบริษัทสินร่วม จำกัด ได้รับบัตรส่งเสริมจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนโดยได้รับสิทธิและประโยชน์ ตามมาตรา 36 (1) ให้ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้า สำหรับวัตถุดิบหรือวัตถุจำเป็นที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกเป็นระยะเวลาหนึ่งปี มีผลนับแต่วันนำเข้าครั้งแรก ซึ่งมีเงื่อนไขว่าจะต้องดำเนินการส่งผลิตภัณฑ์ที่ผลิตได้ออกไปจำหน่ายต่างประเทศทั้งสิ้น ฉะนั้น การที่บริษัทสินร่วม จำกัด จะได้รับยกเว้นอากรขาเข้าและภาษีการค้าสำหรับวัตถุดิบที่นำเข้ามาจากต่างประเทศก็ต้องปฏิบัติตามสิทธิและประโยชน์รวมทั้งเงื่อนไข ตามบัตรส่งเสริมคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนที่ตนได้รับ แต่การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บค่าอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นเนื่องมาจากโจทก์หลงเชื่อว่าบริษัทดังกล่าวได้ส่งผลิตภัณฑ์ผ้าลายปักฉลุหรือผ้าผืนปักลายฉลุที่ผลิตได้จากผ้าผืนออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนกำหนดตามสำเนาใบขนสินค้าขาออกและแบบแสดงรายการการค้าฉบับมุมน้ำเงินที่แสดงว่าผ่านพิธีการทางศุลกากรขาออกแล้ว อันเป็นเอกสารที่จำเลยเป็นผู้ทำปลอมและเท็จขึ้น การที่โจทก์ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีอากรจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันดังกล่าวมีผลมาจากการกระทำโดยจงใจของจำเลยโดยตรงที่กระทำต่อโจทก์โดยผิดกฎหมายทำให้โจทก์เสียหายแก่สิทธิในการจัดเก็บภาษีจากบริษัทและธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันและต้องจ่ายเงินค่าชดเชยค่าภาษีให้แก่บริษัทดังกล่าวอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนคือค่าภาษีอากรที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้ดังที่วินิจฉัยมา ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์จำนวน 297,839.45 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ในส่วนที่โจทก์ไม่สามารถจะเรียกเก็บได้จากบริษัทสินร่วม จำกัด และธนาคารที่ออกหนังสือค้ำประกันแทนการชำระอากรขาเข้า ภาษีการค้า และภาษีส่วนท้องถิ่นขอบริษัทสินร่วม จำกัด โดยรับผิดไม่เกินจำนวน 14,919,076.85 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 20 พฤษภาคม 2535) เป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 30,000 บาท. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6489/2543 กรมศุลกากร โจทก์ นายคำรณหรือปกรณ์ แสงอ่อน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - กรมศุลกากร · จำเลย - นายคำรณหรือปกรณ์ แสงอ่อน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พลประสิทธิ์ ฤทธิ์รักษา · สันติ ทักราล · เรืองฤทธิ์ ศรีวรรธนะ
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดกระบี่ - นายวราเชน ชูพงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายวีระศักดิ์ นิศามณี
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4976/2536ฎีกา 681/2506ฎีกา 4715/2542ฎีกา 22/2511ฎีกา 4513/2533ฎีกา 3651/2526ฎีกา 2834/2527ฎีกา 246/2530ฎีกา 8203/2538ฎีกา 1538/2518ฎีกา 149/2526ฎีกา 1124/2479ฎีกา 7335/2538ฎีกา 3452/2537ฎีกา 861/2540ฎีกา 1145/2512ฎีกา 898/2534ฎีกา 307/2513ฎีกา 1660/2518ฎีกา 560/2529ฎีกา 311/2538ฎีกา 713/2512ฎีกา 265/2534ฎีกา 246/2522
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา