คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2544
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
แม้หนี้จะไม่อาจแบ่งแยกได้และจำเลยเพียงคนเดียวอุทธรณ์ฎีกา ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษาถึงจำเลยอื่นได้ แต่เป็นดุลพินิจของศาลที่จะไม่ชี้ขาดให้มีผลถึงจำเลยอื่นได้
ย่อคำพิพากษา
แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฎีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม แต่บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในคดีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระค่าจ้างและดอกเบี้ยจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 1,488,681 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 1,295,210 บาท นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดพิจารณา
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 1,295,210 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2537 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ แต่ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539) ต้องไม่เกิน 193,471 บาท กับให้จำเลยทั้งสองใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
จำเลยที่ 1 อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ
จำเลยที่ 1 ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 ได้ว่าจ้างให้โจทก์ก่อสร้างอาคารสี่ชั้นบนที่ดินของบุตรของจำเลยที่ 2 รวมค่าวัสดุและค่าแรงงานเป็นเงิน 3,145,210 บาท โดยมิได้ทำสัญญาไว้เป็นหนังสือ มีการชำระเงินค่าจ้างไปแล้วจำนวน 1,850,000 บาท คงค้างชำระอยู่อีก 1,295,210 บาท?ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าโจทก์สร้างบ้านเสร็จและส่งมอบบ้านให้แก่จำเลยทั้งสองในเดือนธันวาคม 2536 เมื่อโจทก์ฟ้องคดีนี้ในวันที่ 26 พฤศจิกายน 2539 เป็นเวลาเกิน 2 ปี นับแต่วันที่ทำงานเสร็จ คดีโจทก์จึงขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/34 (1) ฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้น
อนึ่ง แม้หนี้ที่จำเลยทั้งสองจะต้องร่วมกันรับผิดตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้นเป็นหนี้อันไม่อาจแบ่งแยกได้ และจำเลยที่ 1 เป็นผู้อุทธรณ์ฏีกาแต่ฝ่ายเดียว ซึ่งทำให้คำพิพากษานี้มีผลเป็นที่สุดระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 และ ศาลฎีกามีอำนาจชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลถึงจำเลยที่ 2 ได้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 245 (1) ประกอบมาตรา 247 ก็ตาม ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่ เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวเป็นเรื่องให้ดุลพินิจศาล มิใช่บทบังคับศาลแต่อย่างใด และในกรณีนี้เห็นไม่สมควรชี้ขาดให้คำพิพากษานี้มีผลระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 2 ด้วย
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์ใช้เฉพาะค่าขึ้นศาลในชั้นอุทธรณ์และชั้นฎีกาแทนจำเลยที่ 1 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1658/2544
นายสันต์ ภู่พงศ์พันธ์ โจทก์
นายสมควร จารุศังข์ กับพวก จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นายสันต์ ภู่พงศ์พันธ์ · จำเลย - นายสมควร จารุศังข์ กับพวก |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สกนธ์ กฤติยาวงศ์ · ทองหล่อ โฉมงาม · ธำรงศักดิ์ ขมะวรรณ |
| ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ | ศาลแพ่ง - นายทวีป ตันสวัสดิ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายสันติ งามสันติกุล |
| แหล่งที่มา | กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา