⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1688/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2544

พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท ม.16, 62, 90 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลชั้นต้น โดยลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งเป็นความผิดที่รวมอยู่ในฟ้องของโจทก์อยู่แล้ว และมีบทลงโทษเบากว่า ถือเป็นอำนาจของศาลที่จะลงโทษจำเลยตามที่พิจารณาได้ความตามกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองเพื่อขายตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 วรรคหนึ่ง, 90 ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 2 ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท 4 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง, 106 วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก 8 เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน 2 ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 219 แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยฎีกาอ้างว่าการสอบสวนไม่ชอบ เนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนโดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติม แก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลย จึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ ลงโทษตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 16 และ 90 ความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา 62 วรรคหนึ่ง และ 106 วรรคสอง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่าตามที่พิจารณาได้ความตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายได้ วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตาม พ.ร.บ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 มาตรา 116 ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา 89 มาตรา 90 มาตรา 99 มาตรา 100 หรือมาตรา 101 ศาลมิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดซึ่งตาม ป.อ. มาตรา 32 ให้ริบเสียทั้งสิ้น ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางได้ตาม ป.อ. มาตรา 32

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.147 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.219 ประมวลกฎหมายอาญา ม.32 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.16 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.62 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.90 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.106 พระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ.2518 ม.116

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.120 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.147 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.192 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.195 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ ๒๘ กรกฎาคม ๒๕๔๐ เวลากลางวัน จำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์อันเป็นวัตถุออกฤทธิ์ ในประเภท ๔ จำนวน ๑,๑๗๖ เม็ด น้ำหนัก ๑๓๕.๗๐๐ กรัม ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขายโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยเฟนโพรพอเรกซ์ดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุ ที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔, ๖, ๑๖, ๙๐, ๑๑๖ ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง, ๙๐ จำคุก ๓ ปี ลดโทษให้หนึ่งในสาม คงจำคุก ๒ ปี ริบของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุข จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคสอง จำคุก ๑ ปี ลดโทษให้จำเลยหนึ่งในสาม คงจำคุก ๘ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครอง เพื่อขายตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ วรรคหนึ่ง, ๙๐ ลดโทษให้หนึ่งในสาม แล้วคงจำคุก ๒ ปี ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานมีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง, ๑๐๖ วรรคสอง ลดโทษให้หนึ่งในสามแล้วคงจำคุก ๘ เดือน แม้จะเป็นการแก้ไขมาก แต่มิได้เป็นการเพิ่มเติมโทษจำคุกจำเลย เมื่อศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกิน ๒ ปี จึงต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๙ ที่จำเลยฎีกาว่า ตามเอกสารหมาย ล. ๓ พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี ได้พิจารณาแล้วมีคำสั่งไม่ฟ้องจำเลยฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ (เมทแอมเฟตามีน) ไว้ในครอบครอง เพื่อจำหน่ายโดยไม่ได้รับอนุญาต ตามที่พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนมาให้พิจารณาสั่งฟ้อง จึงต้องห้าม มิให้มีการสอบสวนจำเลยในเรื่องเดียวกันนั้นอีก เว้นแต่จะได้พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะทำให้ศาล ลงโทษจำเลยได้ ผลการตรวจพิสูจน์ของกลางที่ยึดได้ที่บ้านจำเลยไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่อันสำคัญแก่คดีซึ่งน่าจะ ทำให้ศาลลงโทษจำเลยได้แต่อย่างใด พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจสอบสวนโดยแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมว่าจำเลย มีวัตถุออกฤทธิ์ในประเภท ๔ ไว้ในครอบครองเพื่อขายอีก การแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลย จึงเป็นการสอบสวน ที่ไม่ชอบ โจทก์จึงไม่มีอำนาจฟ้องนั้น เห็นว่า แม้เรื่องอำนาจฟ้องจะเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จำเลยอ้างว่า การสอบสวนไม่ชอบเนื่องจากพนักงานอัยการได้มีคำสั่งไม่ฟ้องคดีแล้ว พนักงานสอบสวนจึงไม่มีอำนาจที่จะสอบสวน โดยการแจ้งข้อกล่าวหาเพิ่มเติมแก่จำเลยอีก ซึ่งจะเป็นจริงตามที่จำเลยอ้างหรือไม่จะต้องพิจารณาจากพยานหลักฐาน ในสำนวน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยจึงเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย จึงเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้ของจำเลยมานั้น เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมาย ศาลฎีกา ไม่รับวินิจฉัย มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาข้อกฎหมายของจำเลยเพียงว่า ศาลจะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และ ๑๐๖ วรรคสอง โดยโจทก์ไม่มีคำขอท้ายฟ้องได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้โจทก์บรรยายฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองของจำเลยเพื่อขาย ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๖ และ ๙๐ ซึ่งความผิดดังกล่าวย่อมรวมถึงการมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดย ไม่ได้รับอนุญาตตามมาตรา ๖๒ วรรคหนึ่ง และ ๑๐๖ วรรคสอง อยู่ด้วย ถือได้ว่าความผิดตามที่ฟ้องนั้นรวมการกระทำหลายอย่าง ซึ่งแต่ละอย่างอาจเป็นความผิดได้อยู่ในตัวเอง เมื่อทางพิจารณาฟังได้ว่าจำเลยมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ใน ครอบครอง ศาลย่อมมีอำนาจที่จะลงโทษจำเลยในความผิดฐานมีเฟนโพรพอเรกซ์ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมีบทลงโทษเบากว่า ตามที่พิจารณาได้ความตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๒ วรรคท้ายได้ อนึ่ง วัตถุออกฤทธิ์ที่จะริบให้แก่กระทรวงสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๑๑๖ นั้น ต้องเป็นกรณีที่มีการลงโทษตามมาตรา ๘๙ มาตรา ๙๐ มาตรา ๙๙ มาตรา ๑๐๐ หรือมาตรา ๑๐๑ เมื่อคดีนี้มิได้ลงโทษจำเลยตามมาตราดังกล่าว จึงไม่อาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางให้แก่กระทรวงสาธารณสุขได้ แต่วัตถุออกฤทธิ์ดังกล่าวผู้ใดมีไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นความผิดซึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ ให้ริบเสียทั้งสิ้น ดังนี้ ศาลย่อมมีอำนาจริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางได้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ริบเฟนโพรพอเรกซ์ของกลางตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๒ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1688/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี โจทก์ นายไพโรจน์ ศรีลา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดมีนบุรี · จำเลย - นายไพโรจน์ ศรีลา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุรพล เจียมจูไร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ประชา ประสงค์จรรยา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลมีนบุรี - นายพรหมมาศ ภู่แส · ศาลอุทธรณ์ - นางพฤษภา พนมยันตร์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 9114/2552ฎีกา 2530/2527ฎีกา 681/2491ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1992/2530ฎีกา 917/2564ฎีกา 20/2491ฎีกา 664/2520ฎีกา 1795/2493ฎีกา 4225/2559ฎีกา 620/2490ฎีกา 1368/2509ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 4519/2544ฎีกา 2292/2540ฎีกา 2108/2536ฎีกา 239/2484ฎีกา 831/2532
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา