⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2105/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการตามกฎหมายหรือตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หากละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

ย่อคำพิพากษา

จำเลยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งพักราชการโจทก์ซึ่งเป็นปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยปราศจากเหตุอันสมควรด้วยเหตุที่บริษัท ฮ. ฟ้องโจทก์เป็นคดีอาญาข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และศาลชั้นต้นสั่งประทับฟ้องต่อมานายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งขณะนั้นตำแหน่งยังว่างอยู่ จำเลยสามารถสั่งให้เข้ารับราชการได้ทันที แต่จำเลยกลับเสนอขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษา เพื่อจะให้โจทก์เข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าว และได้ทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ขอให้ทบทวนคำสั่งทั้งที่จำเลยเป็นนักกฎหมายและมีประสบการณ์ในการทำงานราชการมามาก ทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535 มาตรา 126 วรรคสาม ระบุไว้ว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเท่านั้นแม้คำสั่งดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้ปฏิบัติไว้ แต่ก็ต้องปฏิบัติตามในเวลาอันสมควร ทั้งการปฏิบัติตามก็กระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับปล่อยให้ล่วงเลยถึง 7 เดือน จึงมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งเหลือเวลา 15 วัน โจทก์จะครบเกษียณอายุ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ. กรม อ.ก.พ. กระทรวง หรือ ก.พ. แล้วแต่กรณีแต่มาตรา 130 วรรคสอง กำหนดวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ว่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. เมื่อในขณะนั้นยังไม่มีกฎ ก.พ. ที่ออกตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาบังคับใช้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 โดยนำกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2518 ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่ใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับ กฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าว ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ร้องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ การที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าว กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 3 กำหนดว่า การร้องทุกข์ในชั้นต้นร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อนหากได้รับคำชี้แจงไม่เป็นที่พอใจหรือไม่ได้รับคำชี้แจงภายในเจ็ดวันนับแต่วันร้องทุกข์ด้วยวาจา จึงให้ผู้ร้องทุกข์ยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามข้อ 7 การกำหนดให้ร้องทุกข์ด้วยวาจาก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในชั้นต้นเสียก่อนนั่นเองมิได้ถือเป็นข้อสำคัญเคร่งครัด ประกอบกับโจทก์ไม่ได้พบกับจำเลยจึงไม่อาจจะร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลย กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 4 โจทก์มีสิทธิร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีได้ตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518)ข้อ 2 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ไว้ว่า เหตุร้องทุกข์ต้องเกิดจากผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือนนั้น การปฏิบัติไม่ถูกต้องมีความหมายกว้าง รวมทั้งการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องด้วย อ.ก.พ. วิสามัญฯ ตั้งขึ้นโดย ก.พ. เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ.ตามความในมาตรา 11 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2535 เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของ ก.พ. ประกอบกับกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ อ.ก.พ.วิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแต่ช่วย ก.พ.พิจารณาคำร้องทุกข์เท่านั้นถ้ามติใดของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีปัญหาเป็นที่สงสัยไม่ชัดเจนก็เสนอให้ก.พ. ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงพิจารณาได้ ดังนั้น การทบทวนมติของอ.ก.พ. วิสามัญฯ จึงกระทำเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรม ก.พ. ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรงจึงมีอำนาจทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แทน ก.พ. ได้ ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 129 วรรคสอง บัญญัติให้นำมาตรา 126 ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. และมาตรา 127 มาใช้บังคับโดยอนุโลมมาตรา 126 วรรคสาม ซึ่งอนุโลมมาใช้ในการร้องทุกข์บัญญัติว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการหรือให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือให้ดำเนินการประการใด ให้กระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการให้เป็นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรีและเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งเป็นประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ คำสั่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดจึงเป็นที่สุดจะอุทธรณ์คำสั่งหรือให้ทบทวนคำสั่งอีกไม่ได้

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.157 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.88 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.126 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.127 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.129 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.130 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ.2535 ม.137

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงพาณิชย์ ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 1ตุลาคม 2529 เป็นต้นมา จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายต่าง ๆ รวมทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536จำเลยมีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ให้พักราชการโจทก์ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคม 2536 ต่อมาวันที่ 4 พฤศจิกายน 2536โจทก์ได้ร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลสั่งการให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม นายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณาคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนพิจารณาแล้วมีมติว่าการร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ นายกรัฐมนตรีเห็นด้วยกับมติดังกล่าวและมีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม จำเลยในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้ทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีแล้วตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537ซึ่งนับแต่วันดังกล่าวจนถึงวันฟ้องเป็นเวลาต่อเนื่องกัน จำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว แต่จำเลยละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบโดยเจตนาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี มิได้มีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ และมิได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมโดยปราศจากเหตุอันจะอ้างตามกฎหมายทั้งนี้จำเลยประสงค์ไม่ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย เหตุเกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนครกรุงเทพมหานคร ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ให้จำคุก 1 ปี และปรับ20,000 บาท ไม่ปรากฏว่าจำเลยเคยต้องโทษจำคุกมาก่อนและจำเลยเคยดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่สำคัญหลายตำแหน่งนับว่าเป็นผู้ที่คุณประโยชน์ให้แก่ส่วนรวม จึงให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี หากจำเลยไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 โจทก์และจำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ทางพิจารณาโจทก์นำสืบว่า โจทก์เป็นข้าราชการพลเรือน ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2529 จำเลยเป็นข้าราชการการเมืองตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน 2535มีอำนาจหน้าที่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินพ.ศ. 2534 และพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536 จำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 เอกสารหมาย ล.1 ต่อมาวันที่ 4พฤศจิกายน 2536 โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลตามเอกสารหมาย จ.7 จ.14 และ จ.15 นายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้คณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) พิจารณา ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ และนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลควรสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม และได้แจ้งให้เลขาธิการนายกรัฐมนตรีทราบตามเอกสารหมาย จ.21เลขาธิการนายกรัฐมนตรีเสนอนายกรัฐมนตรีว่าเห็นควรสั่งการตามความเห็นของ ก.พ. ซึ่งนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้ดำเนินการตามเสนอตามสำเนาบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.13 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมายจ.19 และแจ้งให้จำเลยทราบตามเอกสารหมาย จ.23 แต่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี กลับทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวตามหนังสือเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11นายกรัฐมนตรีส่งให้ ก.พ. พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและเรื่องนี้กฎหมายถือว่ากรณีเป็นที่สุดไม่อาจขอให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนได้อีกตามหนังสือเอกสารหมาย จ.12การที่จำเลยไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ต่อมาหลังจากโจทก์ฟ้องคดีนี้แล้วเมื่อวันที่ 5 กันยายน2537 จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ ให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยอ้างว่าหากโจทก์กลับเข้ารับราชการก่อนเกษียณอายุราชการคงไม่เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการปฏิบัติราชการและการพิจารณาคดีในศาลตามคำสั่งเอกสารหมายจ.26 ซึ่งมิใช่มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีและการที่จำเลยเพิ่งมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการเมื่อเหลือระยะเวลาให้โจทก์รับราชการเพียง 15 วัน โจทก์ไม่สามารถจะปฏิบัติงานได้ โจทก์จึงยื่นหนังสือขอลาออกจากราชการ จำเลยนำสืบว่า ขณะเกิดเหตุจำเลยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ส่วนโจทก์ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์เมื่อปี 2536 บริษัทฮาร์ท ออยล์สยาม อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัดฟ้องโจทก์ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วมีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ระหว่างการพิจารณาคดีดังกล่าว โจทก์ในคดีนั้นมีหนังสือถึงจำเลยขอความเป็นธรรม และขอให้ลงโทษโจทก์ทางวินัยตามหนังสือเอกสารหมาย ล.8 และ ล.9 จำเลยสอบสวนพฤติกรรมของโจทก์แล้ว เห็นว่า โจทก์มีพฤติกรรมทำให้เสียหายแก่การพิจารณาคดีต่อคู่ความ ต่อราชการและผู้ร้องทุกข์เพื่อประโยชน์ของทางราชการจึงมีคำสั่งให้พักราชการโจทก์ตามเอกสารหมาย ล.1 โจทก์ได้ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีโดยมิได้ร้องทุกข์ต่อจำเลยเป็นหนังสือหรือด้วยวาจานายกรัฐมนตรีส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณา และ ก.พ. ได้ส่งเรื่องให้คณะอนุกรรมการวิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์หรืออ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์ เป็นผู้พิจารณาอ.ก.พ. วิสามัญฯ มีความเห็นว่า คำสั่งของจำเลยที่ให้พักราชการโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย และมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ถือว่ายุติแต่ ก.พ. ไม่ส่งมติดังกล่าวไปยังนายกรัฐมนตรี กลับนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมของ ก.พ. อีกครั้ง โดยมีกรรมการบางคนไม่มีสิทธิประชุม ซึ่ง ก.พ. พิจารณาแล้วมีมติว่าคำสั่งของจำเลยที่ให้พักราชการโจทก์นั้นชอบด้วยกฎหมายแต่ไม่มีเหตุสมควรเพียงพอที่จะสั่งพักราชการโจทก์ และได้ส่งมติครั้งหลังนี้ไปยังนายกรัฐมนตรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือแจ้งจำเลยว่านายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์ตามความเห็นของ ก.พ. ตามเอกสารหมาย ล.11 จำเลยเห็นว่า มติของ ก.พ.และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีไม่ถูกต้องเพราะการร้องทุกข์ในเบื้องต้นโจทก์จะต้องร้องทุกข์ต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาด้วยวาจา หากจำเลยไม่พิจารณาหรือไม่จัดการใด ๆ จึงจะร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีได้แต่โจทก์ร้องทุกข์โดยตรงต่อนายกรัฐมนตรี และเป็นการร้องทุกข์ตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว การร้องทุกข์จึงไม่ชอบทั้งการที่โจทก์ร้องทุกข์โดยอ้างว่าจำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์โดยไม่มีเหตุสมควรนั้นขัดต่อพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 และเมื่อ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีมติแล้ว ก.พ. นำเรื่องเข้าพิจารณาใหม่อีกเป็นการไม่ชอบ จำเลยจึงมีหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนมติของ ก.พ. และคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.10 และจ.11 ในระหว่างที่ยังไม่ทราบผลการทบทวนดังกล่าว โจทก์ก็ฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้ ในการทำงานของจำเลยหากมีมติใด ๆ เป็นที่สงสัยก็ขอให้พิจารณาหรือทบทวนหรือเปลี่ยนแปลงมตินั้นได้ จำเลยจึงมีสิทธิขอให้ผู้บังคับบัญชาทบทวนมติดังกล่าว และหนังสือของเลขาธิการนายกรัฐมนตรีที่แจ้งคำสั่งของนายกรัฐมนตรีให้จำเลยทราบ ไม่ได้ระบุว่าให้จำเลยปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีภายในกี่วัน ต่อมาจำเลยได้มีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมแล้วตามเอกสารหมาย จ.26 พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบื้องต้นรับฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์เป็นข้าราชการพลเรือนระดับ 11 ตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์จำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์มีอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน รวมทั้งเป็นผู้สั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งระดับ 11 ก่อนเกิดเหตุบริษัทฮาร์ท ออยล์สยาม อิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ตจำกัด ได้ฟ้องโจทก์กับพวกข้อหาเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามคดีอาญาหมายเลขดำที่ 5388/2536 ของศาลชั้นต้นหลังจากไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ศาลชั้นต้นเห็นว่าคดีมีมูล มีคำสั่งให้ประทับฟ้อง ต่อมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536 จำเลยมีคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ตามเอกสารหมาย ล.1 ให้พักราชการโจทก์เพื่อรอฟังผลการพิจารณาคดีดังกล่าว วันที่ 4 พฤศจิกายน 2536 โจทก์ทำหนังสือร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลเพื่อสั่งการให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการดังกล่าวและมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.7 จ.14 และ จ.15 โดยโจทก์ไม่ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งก่อนนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. พิจารณา ก.พ. ได้มอบหมายให้ อ.ก.พ. วิสามัญเกี่ยวกับการอุทธรณ์และการร้องทุกข์พิจารณาแทนอ.ก.พ. วิสามัญฯ ดังกล่าวประชุมพิจารณาเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2536แล้ววินิจฉัยโดยเสียงข้างมากว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์ไม่อาจรับฟังได้มีมติให้รายงานนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งยกคำร้องทุกข์ของโจทก์ ตามมติอ.ก.พ. วิสามัญฯ และรายงานการประชุมเอกสารหมาย ล.13 และ ล.15ต่อมา ก.พ. พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แล้วเห็นว่าคำร้องทุกข์ของโจทก์รับฟังได้ นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลควรสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมต่อไป หลังจากนั้น ก.พ. มีหนังสือลงวันที่ 6 ธันวาคม2536 แจ้งความเห็นดังกล่าวไปยังเลขาธิการนายกรัฐมนตรีเพื่อดำเนินการเสนอนายกรัฐมนตรีพิจารณาสั่งการต่อไปตามหนังสือเอกสารหมายจ.21 นายกรัฐมนตรีพิจารณาแล้วมีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ดำเนินการตามที่ ก.พ. เสนอตามบันทึกข้อความเอกสารหมาย จ.13 เลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ถึงจำเลยแจ้งให้ทราบว่านายกรัฐมนตรีมีบัญชาตามความเห็นของ ก.พ. ให้กระทรวงพาณิชย์ยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามหนังสือเอกสารหมาย จ.23 กระทรวงพาณิชย์ได้รับหนังสือดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ตามทะเบียนรับ-ส่งหนังสือเอกสารหมาย จ.24 ต่อมาวันที่ 1 มีนาคม 2537 จำเลยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าวตามเอกสารหมาย จ.10และวันที่ 31 มีนาคม 2537 จำเลยทำหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.พ. สั่งการให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนเรื่องที่มีคำสั่งให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมตามเอกสารหมาย จ.11 โจทก์จึงฟ้องจำเลยเป็นคดีนี้เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2537 ต่อมาวันที่ 5 กันยายน 2537 จำเลยมีคำสั่งยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และให้โจทก์มาปฏิบัติราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ตั้งแต่วันที่ 15 กันยายน 2537 เป็นต้นไป มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นแรกตามคำแก้ฎีกาของโจทก์ว่าจำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงได้หรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้จำเลยฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาจึงมีอำนาจรับฎีกาของจำเลยไว้พิจารณาได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 มีปัญหาต้องวินิจฉัยในประเด็นต่อไปตามฎีกาว่าจำเลยว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ ฝ่ายโจทก์มีตัวโจทก์เบิกความว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีมีคำสั่งแล้ว กระทรวง ทบวง กรม ต้องปฏิบัติตามคำสั่ง ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 126 เมื่อพ้นระยะเวลาแล้วการไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี โจทก์เห็นว่าจำเลยกลั่นแกล้ง ส่วนฝ่ายจำเลยมีจำเลยเบิกความว่า จำเลยไม่มีเจตนาที่จะไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีแต่มีเจตนาจะให้ทบทวนใหม่เพื่อความถูกต้องและให้เป็นบรรทัดฐานต่อไป จำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในวันที่ 15 กันยายน 2537หลังจากที่ได้รับหนังสือจากสำนักนายกรัฐมนตรี ฉบับลงวันที่ 9 สิงหาคม2537 เหตุที่มีคำสั่งช้าเพราะขณะนั้นจำเลยมีภาระกิจและมีงานที่ต้องสั่งการจำนวนมาก ประกอบกับจำเลยเห็นว่าผู้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องเตรียมส่งมอบงานให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีเจตนาจะถ่วงเวลาให้โจทก์กลับเข้ารับราชการ จำเลยมีสิทธิจะสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการเมื่อใดก็ได้แล้วแต่ความเหมาะสมเพื่อประโยชน์แก่ทางราชการ เห็นว่า ก.พ. พิจารณาตั้งข้อสังเกตในการที่จำเลยใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์ตามคำสั่งกระทรวงพาณิชย์ที่ 362/2536 ลงวันที่ 25ตุลาคม 2536 ว่ามีเหตุสมควรหรือไม่ว่า ข้าราชการที่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องซึ่งผู้บังคับบัญชาเห็นว่าปฏิบัติการตามหน้าที่โดยชอบ กระทรวงการคลังก็ได้ให้ความช่วยเหลือในเรื่องการประกันตัวและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดี ส่วนทางด้านคดี พนักงานอัยการก็รับแก้ต่างให้ในคดีที่ข้าราชการถูกฟ้องในเรื่องที่ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่ ถ้าถือว่าข้าราชการถูกฟ้องในเรื่องที่ได้กระทำไปตามอำนาจหน้าที่เป็นเรื่องที่ทำให้ส่วนราชการเสื่อมเสียชื่อเสียง เกียรติภูมิและความเชื่อถือของประชาชนแล้ว ทางราชการคงไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือแก่ข้าราชการผู้ถูกฟ้อง และคดีที่โจทก์ถูกฟ้องก็ได้รับความช่วยเหลือในด้านคดีจากพนักงานอัยการโจทก์ถูกฟ้องคดีอาญาเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2536 หลังจากนั้นประมาณ3 เดือน จึงถูกสั่งพักราชการ (เมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2536) หากโจทก์จะใช้อิทธิพลข่มขู่พยาน หรือทำลายหรือปรับเปลี่ยนพยานเอกสารในความครอบครองของกระทรวงพาณิชย์ ก็มีโอกาสกระทำได้ตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อถูกฟ้อง ไม่จำต้องรอไว้เป็นเวลานานหลายเดือน ทั้งก่อนมีการสั่งพักราชการก็ไม่ปรากฏหรือมีสิ่งใดส่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์มีพฤติการณ์ดังกล่าว นอกจากนี้คำสั่งพักราชการไม่ได้ชี้พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจึงน่าจะเป็นการกล่าวอ้างลอย ๆ ที่ปราศจากข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือยังไม่มีมูลกรณีเกิดขึ้นอันจะถือเป็นเหตุสั่งพักราชการได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีข้าราชการถูกฟ้องคดีอาญามีตัวอย่างของส่วนราชการหลายแห่ง เช่น กระทรวงการคลัง กรมที่ดินและกรมตำรวจซึ่งข้าราชการในส่วนราชการนั้น ๆ ถูกราษฎรฟ้องเป็นคดีอาญาเกี่ยวกับการทุจริตต่อหน้าที่ราชการหรือปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและศาลประทับฟ้องแล้ว หากคดีนั้นเป็นเรื่องของการปฏิบัติหน้าที่ราชการและพนักงานอัยการเห็นสมควรรับแก้ต่างให้ ผู้มีอำนาจตามกฎหมายก็หาได้ใช้อำนาจสั่งพักราชการสำหรับข้าราชการผู้นั้นเพื่อรอฟังผลการพิจารณาคดีของศาลไม่ จากข้อสังเกตของ ก.พ.ดังกล่าวแสดงถึงข้อพิรุธที่ผิดปกติวิสัยของจำเลยผู้บังคับบัญชาที่ด่วนสั่งพักราชการโจทก์โดยปราศจากเหตุผลอันสมควร ประกอบกับจำเลยอ้างว่า เมื่อจำเลยได้รับหนังสือร้องเรียนของบริษัทฮาร์ท ออยล์สยามอิมปอร์ต เอ็กซ์ปอร์ต จำกัด จำเลยได้สอบพฤติกรรมโจทก์โดยมอบหมายให้นายคมจิต ลุสวัสดิ์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เป็นผู้ดำเนินการ แต่กลับได้ความจากคำเบิกความของนายคมจิตพยานจำเลยว่า พยานไม่ทราบว่าจำเลยใช้ข้อมูลในการตัดสินใจครั้งดังกล่าว(สั่งพักราชการโจทก์) อย่างไร จึงเจือสมกับความเห็นของ ก.พ. ดังกล่าวนอกจากนี้หลังจากจำเลยได้รับทราบคำสั่งของนายกรัฐมนตรีตามเอกสารหมาย จ.23 หรือ ล.11 ฉบับลงวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2537 ให้จำเลยยกเลิกคำสั่งพักราชการโจทก์และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ซึ่งขณะนั้นตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่างอยู่ จำเลยสามารถสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการได้ทันทีแต่จำเลยกลับเสนอขอกำหนดตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ(นักวิชาการพาณิชย์ 11) ตามหนังสือกระทรวงพาณิชย์ที่ พณ 0201/34ลงวันที่ 2 มีนาคม 2537 ประกอบกับจำเลยเบิกความรับว่าจำเลยมีหนังสือขออนุมัติตำแหน่งข้าราชการระดับ 11 ของกระทรวงพาณิชย์เพิ่มขึ้นอีกตำแหน่ง เพื่อประสงค์จะให้โจทก์เข้ารับราชการในตำแหน่งดังกล่าวนอกจากนี้วันที่ 1 มีนาคม 2537 และวันที่ 31 มีนาคม 2537 จำเลยได้ทำหนังสือเอกสารหมาย จ.10 และ จ.11 ถึงนายกรัฐมนตรีขอให้ทบทวนคำสั่งดังกล่าว ทั้งที่จำเลยเป็นนักกฎหมายและมีประสบการณ์ในการทำงานราชการมามาก เนื่องจากเคยดำรงตำแหน่งสำคัญ ๆทางการเมืองทั้งฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติ ทั้งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 126 วรรคสาม ระบุไว้ชัดเจนว่า เมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการประการใดแล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ ดังนั้น ถ้าพิจารณาพฤติกรรมของจำเลยตั้งแต่แรกที่สั่งพักราชการโจทก์โดยไม่มีเหตุผลสมควรเรื่อยมาจนถึงขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนคำสั่งตามที่กล่าวมาแล้วจะเห็นได้ว่า แม้จำเลยกับโจทก์จะไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อนก็ตาม แต่ก็มิใช่ว่าเมื่อไม่มีสาเหตุดังกล่าวแล้ว จำเลยจะต้องไม่กลั่นแกล้งหรือทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายเสมอไป การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นหัวหน้ารัฐบาลทั้ง ๆที่จำเลยทราบดีว่าคำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งให้ปฏิบัติงานประจำตามหน้าที่รัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาโจทก์ มิใช่งานที่เป็นนโยบาย ดังนั้นจำเลยจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีเท่านั้น การที่จำเลยไม่ยอมปฏิบัติตามทั้งที่สามารถกระทำได้โดยง่าย แต่กลับพยายามหาเหตุต่าง ๆ มาอ้างเพื่อไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรี แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีเจตนากลั่นแกล้งโจทก์ ที่จำเลยอ้างว่าจำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในวันที่ 15 กันยายน 2537 เหตุที่มีคำสั่งช้าเพราะขณะนั้นจำเลยมีภาระกิจและมีงานที่ต้องสั่งการจำนวนมากและจำเลยเห็นว่าผู้รักษาราชการในตำแหน่งปลัดกระทรวงจะต้องเตรียมส่งมอบงานให้แก่โจทก์ จำเลยไม่มีเจตนาถ่วงเวลานั้น ไม่มีน้ำหนักให้รับฟังเนื่องจากขณะนั้นตำแหน่งปลัดกระทรวงพาณิชย์ว่างอยู่ จำเลยสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการตามที่นายกรัฐมนตรีสั่งได้ทันทีไม่มีความยุ่งยาก ถึงแม้คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวไม่ได้กำหนดระยะเวลาให้จำเลยต้องปฏิบัติไว้ก็ตาม แต่จำเลยก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในเวลาอันสมควรทั้งการปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวก็กระทำได้โดยง่าย แต่จำเลยกลับพยายามหาเหตุต่าง ๆ มาอ้างเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตาม เมื่อจำเลยมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าว แต่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยปล่อยให้ระยะเวลาล่วงเลยมาถึงประมาณ 7 เดือนจึงมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิม ในวันที่ 15 กันยายน2537 ซึ่งเหลือเวลาเพียง 15 วัน โจทก์จะครบเกษียณอายุราชการ แสดงว่าจำเลยมีเจตนาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์ จำเลยจึงต้องมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157ที่จำเลยฎีกาว่า คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยจำเลยฎีกาว่าโจทก์ต้องร้องทุกข์ต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาและร้องทุกข์ต่อ ก.พ. เท่านั้น โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีจึงไม่ชอบเห็นว่า แม้พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่ง จะกำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้บังคับบัญชา อ.ก.พ.จังหวัด อ.ก.พ. กรม อ.ก.พ. กระทรวงหรือ ก.พ. แล้วแต่กรณีก็ตามแต่มาตรา 130 วรรคสอง กำหนดวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ว่าให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ.ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าในขณะนั้นยังไม่มีกฎ ก.พ. ที่ออกตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 เกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมาบังคับใช้ จึงต้องบังคับตามมาตรา 137 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ที่บัญญัติว่าในระหว่างที่ยังมิได้ตราพระราชกฤษฎีกา หรือออกกฎ ก.พ. ข้อบังคับหรือระเบียบ หรือจัดทำมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือกำหนดกรณีใดเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นำพระราชกฤษฎีกากฎ ก.พ. ข้อบังคับ ระเบียบมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง หรือกรณีที่กำหนดไว้แล้วซึ่งใช้อยู่เดิมมาใช้บังคับโดยอนุโลม และกฎ ก.พ. ที่ใช้อยู่เดิมได้แก่ กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ออกตามความในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนพ.ศ. 2518 ว่าด้วยการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ กฎ ก.พ.ฉบับดังกล่าว ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดว่า ในกรณีที่เหตุร้องทุกข์เกิดจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัดให้ร้องต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล กรณีเช่นนี้ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาเสนอนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการจะเห็นได้ว่าพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535มาตรา 130 วรรคหนึ่งนั้น กำหนดให้ร้องทุกข์ต่อผู้ใดได้บ้าง ส่วนวิธีการร้องทุกข์และการพิจารณาเรื่องร้องทุกข์นั้น ต้องปฏิบัติตามมาตรา 130 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 137 ดังกล่าว ที่โจทก์ร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลและนายกรัฐมนตรีส่งคำร้องทุกข์ของโจทก์ให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาจึงชอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าวซึ่งบังคับใช้ในขณะนั้นแล้ว ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์จะต้องร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อนตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 3 เมื่อโจทก์ไม่ได้ร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลยผู้บังคับบัญชาเหนือตน โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิร้องทุกข์ต่อนายกรัฐมนตรีนั้น เห็นว่า วิธีการร้องทุกข์ต้องกระทำตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 130 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 137 ดังกล่าวมาแล้ว แม้กฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518)ข้อ 3 จะกำหนดว่า การร้องทุกข์ในชั้นต้นร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อผู้บังคับบัญชาเหนือตนขึ้นไปชั้นหนึ่งเสียก่อน หากได้รับคำชี้แจงไม่เป็นที่พอใจหรือไม่ได้รับคำชี้แจงภายในเจ็ดวันนับแต่วันร้องทุกข์ด้วยวาจา จึงให้ผู้ร้องทุกข์นั้นยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อผู้บังคับบัญชาตามข้อ 7 เมื่อพิเคราะห์ข้อความในกฎ ก.พ. ฉบับดังกล่าวโดยตลอดแล้ว จะเห็นได้ว่าการกำหนดให้ร้องทุกข์ด้วยวาจาก็เพื่อให้ผู้บังคับบัญชาได้มีโอกาสชี้แจงทำความเข้าใจในชั้นต้นเสียก่อนนั่นเอง มิได้ถือเป็นข้อสำคัญเคร่งครัด ประกอบกับได้ความจากโจทก์ว่า ในวันที่จำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ จำเลยเรียกโจทก์ไปพบแจ้งให้โจทก์ทราบว่าจำเลยมีคำสั่งพักราชการโจทก์ เนื่องจากโจทก์ถูกฟ้องคดีอาญา โจทก์ได้ชี้แจงให้จำเลยทราบว่า โจทก์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องที่ถูกฟ้องและบอกจำเลยว่าแล้วแต่จำเลย โจทก์จะใช้สิทธิตามที่กฎหมายกำหนด ส่วนจำเลยก็เบิกความเจือสมคำเบิกความของโจทก์ว่า ก่อนจำเลยจะสั่งพักราชการโจทก์ จำเลยได้เรียกโจทก์ไปพบให้ชี้แจงเกี่ยวกับเรื่องถูกฟ้อง แต่โจทก์ตอบว่า หากสั่งพักราชการโจทก์ก็จะฟังจำเลยแสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่สามารถที่จะชี้แจงทำความเข้าใจกันได้แล้วนอกจากนี้ยังได้ความจากโจทก์อีกว่า หลังจากโจทก์เซ็นชื่อรับทราบคำสั่งพักราชการแล้วก็ไม่ได้พบกับจำเลยอีก ซึ่งสอดคล้องกับหนังสือร้องทุกข์ของโจทก์เอกสารหมาย จ.7 ข้อ 1 ที่ระบุว่าโจทก์ไม่อาจร้องทุกข์ด้วยวาจาตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 3 จึงจำเป็นต้องยื่นเรื่องร้องทุกข์เป็นหนังสือตามนัยข้อ 4 และข้อ 7 ของกฎ ก.พ. ดังกล่าว เมื่อโจทก์ไม่ได้พบกับจำเลยจึงไม่อาจจะร้องทุกข์ด้วยวาจาต่อจำเลย กรณีจึงเข้าข้อยกเว้นตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 4 ดังกล่าว โจทก์มีสิทธิร้องทุกข์เป็นหนังสือต่อนายกรัฐมนตรีตามกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9(พ.ศ. 2518) ข้อ 7 ที่จำเลยฎีกาอีกว่า โจทก์ร้องทุกข์ได้แต่เฉพาะจำเลยใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อโจทก์โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ปฏิบัติต่อโจทก์ให้ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น จะร้องทุกข์ว่าจำเลยใช้ดุลพินิจไม่เหมาะสมไม่ได้ เห็นว่า การร้องทุกข์ดังกล่าวต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 130วรรคหนึ่ง ประกอบด้วยกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 2 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์การร้องทุกข์ไว้เช่นเดียวกันว่า เหตุร้องทุกข์ต้องเกิดจากผู้บังคับบัญชาใช้อำนาจหน้าที่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน จะเห็นได้ว่าเหตุร้องทุกข์มีสองประการได้แก่ ผู้บังคับบัญชาไม่ปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์ให้ถูกต้องตามกฎหมายประการหนึ่ง และผู้บังคับบัญชาปฏิบัติต่อผู้ร้องทุกข์โดยไม่ถูกต้องอีกประการหนึ่งซึ่งเหตุประการหลังนี้มิได้จำกัดเฉพาะปฏิบัติไม่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น การปฏิบัติไม่ถูกต้องจึงมีความหมายกว้าง รวมทั้งการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องด้วย ดังนั้น โจทก์ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์กล่าวหาว่าจำเลยใช้ดุลพินิจสั่งพักราชการโจทก์โดยไม่ถูกต้องหรือไม่เหมาะสมได้ ที่จำเลยฎีกาอีกว่าเมื่อ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ได้มีมติหรือความเห็นในเรื่องใดแล้ว ก.พ. ไม่มีสิทธินำไปพิจารณาลงมติหรือมีความเห็นใหม่อีกนั้น เห็นว่า อ.ก.พ. วิสามัญฯตั้งขึ้นโดย ก.พ. เพื่อทำการใด ๆ แทน ก.พ. ตามความในมาตรา 11แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ทั้งนี้ก็เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของ ก.พ. นั่นเอง ประกอบกับกฎ ก.พ. ฉบับที่ 9 (พ.ศ. 2518) ข้อ 7 วรรคสี่ กำหนดให้ ก.พ. เป็นผู้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอความเห็นต่อนายกรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาสั่งการ อ.ก.พ.วิสามัญฯ มีหน้าที่เพียงแต่ช่วย ก.พ. พิจารณาคำร้องทุกข์เท่านั้นแม้ในทางปฏิบัติโดยปกติการพิจารณาการอุทธรณ์หรือการร้องทุกข์จะให้แล้วเสร็จในชั้น อ.ก.พ. วิสามัญฯ ก็ตาม แต่เนื่องจาก อ.ก.พ.วิสามัญฯ เป็นผู้ที่มีความรู้และประสบการณ์น้อยกว่า ก.พ. ดังนั้นถ้ามติใดของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ มีปัญหาเป็นที่สงสัยไม่ชัดเจนก็ควรเสนอให้ ก.พ. ผู้มีอำนาจหน้าที่ที่แท้จริงพิจารณาจึงจะถูกต้องประกอบกับเลขาธิการ ก.พ. จะเสนอให้ ก.พ. พิจารณาทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ก็ต่อเมื่อมีเหตุผลอันสมควรเท่านั้น มิใช่เสนอได้ตามอำเภอใจ ส่วน ก.พ. ก็ประกอบด้วยผู้มีความรู้และประสบการณ์มาก ประการสำคัญมีอิสระในการทำหน้าที่ เลขาธิการ ก.พ. ไม่อาจชักนำให้ ก.พ. ลงมติตามที่ตนต้องการได้ดังนั้น การทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯดังกล่าวจึงกระทำเพื่อให้เกิดความถูกต้องและยุติธรรมโดยแท้ ก.พ.ซึ่งมีหน้าที่พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์เสนอนายกรัฐมนตรีโดยตรงจึงมีอำนาจทบทวนมติของ อ.ก.พ. วิสามัญฯ ซึ่งได้รับมอบหมายให้พิจารณาคำร้องทุกข์ของโจทก์แทน ก.พ. ได้ ที่จำเลยฎีกาต่อมาอีกว่า จำเลยมีสิทธิขอให้นายกรัฐมนตรีทบทวนคำสั่งที่ให้จำเลยสั่งเพิกถอนคำสั่งพักราชการโจทก์ และมีคำสั่งให้โจทก์กลับเข้ารับราชการในตำแหน่งเดิมโดยอ้างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 88ประกอบด้วยประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 4 นั้น เห็นว่าตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 มาตรา 129วรรคสอง บัญญัติให้นำมาตรา 126 ตลอดจนหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.พ. และมาตรา 127 มาใช้บังคับโดยอนุโลมมาตรา 126 วรรคสาม ซึ่งอนุโลมมาใช้ในการร้องทุกข์บัญญัติว่า ในกรณีที่นายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งให้ผู้อุทธรณ์กลับเข้ารับราชการหรือให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือให้ดำเนินการประการใดให้กระทรวง ทบวง กรม ดำเนินการให้เป็นตามคำสั่งของนายกรัฐมนตรีหรือมติคณะรัฐมนตรีและเมื่อนายกรัฐมนตรีสั่งการหรือคณะรัฐมนตรีมีมติตามวรรคหนึ่งเป็นประการใด แล้วจะอุทธรณ์ต่อไปอีกมิได้ จากบทบัญญัติดังกล่าวจะเห็นได้ว่าคำสั่งของนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลผู้มีอำนาจบริหารสูงสุดย่อมเป็นที่สุดจะอุทธรณ์คำสั่งหรือให้ทบทวนคำสั่งอีกไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยจึงฟังไม่ขึ้นเมื่อกฎหมายให้สิทธิโจทก์ร้องทุกข์และนายกรัฐมนตรีมีอำนาจสั่งให้จำเลยปฏิบัติตาม คำสั่งของนายกรัฐมนตรีดังกล่าวจึงเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2105/2544 นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา โจทก์ นายอุทัย พิมพ์ใจชน จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายพชร อิศรเสนา ณ อยุธยา · จำเลย - นายอุทัย พิมพ์ใจชน
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พูนศักดิ์ จงกลนี · วิเทพ ศิริพากย์ · พินิจ เพชรรุ่ง
แหล่งที่มาเนติบัณฑิตยสภา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 4789/2565ฎีกา 975/2531ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5973/2537ฎีกา 955/2512ฎีกา 2907/2526ฎีกา 1491/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 198/2564ฎีกา 605/2511ฎีกา 2719/2528ฎีกา 3215/2538ฎีกา 1680/2532ฎีกา 4076/2534ฎีกา 7281/2537ฎีกา 852/2538ฎีกา 4392/2531ฎีกา 1337/2538ฎีกา 5138/2537ฎีกา 13537/2553ฎีกา 1575/2518ฎีกา 2747/2529ฎีกา 4649/2533ฎีกา 858/2523
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · เนติบัณฑิตยสภา