⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 2567/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2544

ป.อาญา ม.59, 80, 288 · ป.วิ.อาญา ม.212, 225

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำที่เล็งเห็นผลว่าอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตผู้อื่น แม้จะไม่ได้มีเจตนาฆ่าโดยตรง ก็ถือเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าได้ ศาลฎีกาไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยให้หนักขึ้นได้ หากโจทก์มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยใช้อาวุธปืนซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงยิงไปที่กลุ่มคนหมู่มากและอยู่ในที่จำกัด ย่อมถือได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล เมื่อมีผู้ถูกกระสุนปืนทั้งถึงแก่ความตายและไม่ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่า แม้ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มิใช่เป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วม มิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ศาลฎีกาจึงแก้ไขบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องได้เท่านั้น ไม่อาจพิพากษาเพิ่มเติมโทษจำเลยได้ ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 212 ประกอบมาตรา 225

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 ประมวลกฎหมายอาญา ม.288

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.212 → ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.225 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.59 → ประมวลกฎหมายอาญา ม.80 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘, ๘๐, ๓๒, ๓๓, ๙๐, ๙๑ พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. ๒๔๙๐ มาตรา ๗, ๘ ทวิ, ๗๒, ๗๒ ทวิ ริบของกลาง จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา นายสาโรจน์ เสืออิ่ม บิดาของนายเทพฤทธิ์ เสืออิ่ม ผู้ตาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์ได้เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาและพยายามฆ่าผู้เสียหายที่ ๑ ถึงที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ และมาตรา ๒๘๘, ๘๐ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิด ต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานฆ่าคนตายโดยเจตนาตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ อันเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ และจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธ พ.ศ. ๒๔๙๐ ลดโทษให้หนึ่งในสาม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ ประกอบด้วย มาตรา ๕๓ คงลงโทษจำคุกรวม ๓๓ ปี ๒๐ เดือน ริบของกลาง และให้ยกฟ้องฐานพยายามฆ่า นายวิชัย รุประมาณ ผู้เสียหายที่ ๔ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ และมาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๘๐, ๖๙ การกระทำของจำเลยเป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๘๘ ประกอบด้วยมาตรา ๖๙ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๐ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คงจำคุก ๑๐ ปี เมื่อรวมกับโทษฐานมีอาวุธปืนของผู้อื่นและฐานพาอาวุธปืนแล้ว เป็นจำคุก ๑๐ ปี ๑๖ เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งลงชื่อในคำพิพากษาศาลอุทธรณ์อนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ขณะเกิดเหตุผู้ตายและผู้เสียหายทั้ง ๔ ได้โดยสารรถยนต์ประจำทางสาย ๙๕ ซึ่งมี ผู้โดยสารเต็มคันรถในช่วงเวลาที่อยู่บนรถโดยสาร จำเลยเดินมาพูดกับนายณัฐพงศ์ซึ่งเคยอยู่โรงเรียนเดียวกันสมัยชั้นมัธยม ขณะนั้นนายณัฐพงศ์ยืนอยู่ข้างที่นางสาวจิราภรณ์ เมื่อจำเลยกับนายณัฐพงศ์ยืนพูดกันได้สักครู่ จำเลยก็ล็อกคอนายณัฐพงศ์พร้อมกับชักอาวุธปืนออกมาจากเอว นางสาวจิราภรณ์จึงลุกขึ้นผลักตัวนายณัฐพงศ์ออกไป ทันใดนั้น จำเลยก็ใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงไปที่กลุ่มผู้เสียหายซึ่งนั่งอยู่ด้านหลังเป็นจำนวนหลายนัดติดต่อกัน ดังนั้น การที่จำเลยใช้ปืนซึ่งเป็นอาวุธ ร้ายแรงยิงไปที่กลุ่มคนหมู่มากและอยู่ในที่จำกัด ย่อมถือได้ว่า จำเลยมีเจตนาฆ่าโดยย่อมเล็งเห็นผล เมื่อมีผู้ถูกกระสุนปืน ทั้งถึงแก่ความตายและไม่ตาย จำเลยจึงมีความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่า คดีนี้ แม้ศาลฎีกาจะได้วินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยเป็นความผิดฐานฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา มิใช่เป็นการกระทำเกินกว่ากรณีแห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกันดังที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยมาก็ตาม แต่เมื่อโจทก์และโจทก์ร่วมมิได้ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้น ศาลฎีกาจึงแก้ไขโดยบทลงโทษจำเลยให้ถูกต้องเท่านั้น ไม่อาจพิพากษา เพิ่มเติมโทษจำเลยได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๒ ประกอบมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า ไม่ปรับบทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๖๙ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ . ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2567/2544 พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ นายสาโรจน์ เสืออิ่ม โจทก์ร่วม นายภาณุพงศ์ ไพพิเชษฐ์หรือไพพิเชษฐ จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · โจทก์ร่วม - นายสาโรจน์ เสืออิ่ม · จำเลย - นายภาณุพงศ์ ไพพิเชษฐ์หรือไพพิเชษฐ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุวัตร์ สุขเกษม · วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิบูลย์ มีอาสา
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายเพรา โพอุทัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสุริยะ เดชด่าน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 6205/2541ฎีกา 1089/2559ฎีกา 2530/2527ฎีกา 7651/2552ฎีกา 2147/2521ฎีกา 712/2559ฎีกา 226/2529ฎีกา 7988/2551ฎีกา 1715/2545ฎีกา 917/2564ฎีกา 1795/2493ฎีกา 6355/2544ฎีกา 664/2520ฎีกา 4225/2559ฎีกา 628/2493ฎีกา 551/2514ฎีกา 2813/2566ฎีกา 11720/2555ฎีกา 18654/2555ฎีกา 2292/2540ฎีกา 7601/2540ฎีกา 1082/2511ฎีกา 960/2559ฎีกา 11/2539
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา