⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 5303/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ ถือเป็นความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นและจับกุมโดยไม่มีหมายค้นจึงชอบด้วยกฎหมาย

ย่อคำพิพากษา

ที่จำเลยฎีกาปัญหาข้อกฎหมายว่าการตรวจค้นและจับกุมจำเลยเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านจำเลยและจับกุมจำเลยไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและ จับกุมจึงไม่อาจรับฟังเป็นพยานหลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้น จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่าเจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยเลยว่าจำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิด ซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.218

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๔, ๗, ๑๕, ๖๖, ๖๗ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. ๒๕๒๒ มาตรา ๑๕ วรรคหนึ่ง การกระทำของจำเลยเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้เรียงกระทงลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๙๑ ฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย จำคุก ๕ ปี ฐานจำหน่ายเสพติดให้โทษ ในประเภท ๑ จำคุก ๕ ปี รวมจำคุก ๑๐ ปี จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน จำเลยฎีกา ศาลฎีกาตรวจสำนวนประชุมปรึกษาแล้ว ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า ในคดีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลล่างหรือเพียงแต่แก้ไขเล็กน้อย และให้ลงโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับหรือทั้งจำทั้งปรับ แต่โทษจำคุกไม่เกินห้าปี ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง คดีนี้ศาลชั้นต้นเรียงกระทงลงโทษจำเลยในความผิดฐานจำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ และฐานมียาเสพติดให้โทษในประเภท ๑ ไว้ใน ครอบครองเพื่อจำหน่าย ให้จำคุกกระทงละ ๕ ปี แม้ศาลชั้นต้นรวมโทษเข้าด้วยกันเป็นจำคุกจำเลย ๑๐ ปี แต่การพิจารณาสิทธิฎีกาของคู่ความนั้นจะต้องแยกพิจารณาโทษแต่ละกระทงเป็นเกณฑ์ ดังนั้น เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค ๒ พิพากษายืน ตามศาลชั้นต้น คดีจึงห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตามบทกฎหมายข้างต้น ฎีกาของจำเลยที่ว่า การตรวจค้นและจับกุมจำเลยนั้น เจ้าพนักงานตำรวจไม่มีหมายค้นและไม่ได้เป็นการกระทำความผิดซึ่งหน้า การตรวจค้นบ้านจำเลยและจับกุมจำเลยจึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย บันทึกการตรวจค้นและจับกุมเอกสารหมาย จ.๕ จึงไม่อาจรับฟังเป็นพยาน หลักฐานลงโทษจำเลยได้นั้น เห็นว่า การที่จะวินิจฉัยว่าเจ้าพนักงานตำรวจค้นบ้านจำเลยโดยมีหมายค้นหรือไม่ และ เจ้าพนักงานตำรวจมีอำนาจจับกุมจำเลยโดยไม่มีหมายจับได้หรือไม่ จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงเสียก่อนว่า เจ้าพนักงานตำรวจพบพฤติกรรมซึ่งแทบจะไม่มีความสงสัยว่า จำเลยได้กระทำความผิดมาแล้วสด ๆ อันถือได้ว่าเป็นความผิดซึ่งหน้าหรือไม่ จึงเป็นการฎีกาโต้เถียงในปัญหาข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่การวินิจฉัยในปัญหาข้อกฎหมายดังกล่าว อันเป็นฎีกา ในปัญหาข้อเท็จจริง ดังนั้น ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๘ วรรคหนึ่ง ดังกล่าวข้างต้น แม้ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยขึ้นมา ศาลฎีกาก็ไม่รับวินิจฉัยให้ พิพากษาให้ยกฎีกาจำเลย (โนรี จันทร์ทร - พินิจ เพชรรุ่ง - ทวีวัฒน์ แดงทองดี) ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5303/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก โจทก์ นายโกมน ศรีเนตร จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดสวรรคโลก · จำเลย - นายโกมน ศรีเนตร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดสวรรคโลก - นายธีระวัฒน์ สินธุวงษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 6 - นายลาชิต ไชยอนงค์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 99/2541ฎีกา 1047/2498ฎีกา 3345/2535ฎีกา 1588/2479ฎีกา 10648/2554ฎีกา 4276/2534ฎีกา 3300/2552ฎีกา 164/2553ฎีกา 1638/2492ฎีกา 6416/2541ฎีกา 1209/2523ฎีกา 395/2484ฎีกา 2963/2535ฎีกา 1254/2494ฎีกา 9076/2558ฎีกา 540/2485ฎีกา 132/2481ฎีกา 149/2521ฎีกา 34/2491ฎีกา 1230/2515ฎีกา 472/2539ฎีกา 3107/2533ฎีกา 2772/2539ฎีกา 203/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา