⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6449/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
เมื่อศาลมีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำการใดๆ กับบุคคลภายนอก จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จ มีเพียงผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่รับชำระหนี้แทนผู้ตายได้ ข้อตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทน โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของทรัพย์สินนั้น เป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และวรรคท้าย

ย่อคำพิพากษา

เมื่อศาลได้มีคำสั่งตั้งผู้จัดการมรดกของผู้ตายแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจจัดการทรัพย์มรดกและกระทำ นิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จ ผู้จัดการมรดกเท่านั้นที่รับชำระหนี้ แทนผู้ตายได้ จำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอนเพื่อชำระหนี้ตามฟ้องภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็น ผู้จัดการมรดกแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของผู้ตายก็ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนผู้ตาย เอกสารที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้แทนการชำระเงินที่จำเลยทำกับจำเลยร่วมไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินใน วันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ข้อตกลงดังกล่าวจึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทน จำนวนเงินที่กู้ยืมโดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดิน จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคหนึ่ง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ.มาตรา 656 วรรคท้าย ดังนั้นการจดทะเบียนโอน ขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมและการทำข้อตกลงดังกล่าวจึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ระงับลง จำเลยต้องชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยแก่โจทก์

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.315 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.321 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.656

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี จากต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยให้การ ขอให้ยกฟ้อง ระหว่างพิจารณา โจทก์ยื่นคำร้องขอให้เรียกนางพิสมัย เข้าเป็นจำเลยร่วมเพื่อใช้สิทธิไล่เบี้ย ศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การ ขอให้ยกฟ้องในส่วนของจำเลยร่วม ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ ๓๗๐,๓๑๒.๕๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีของต้นเงิน ๒๘๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จและให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนด ค่าทนายความ ๗,๐๐๐ บาท สำหรับจำเลยร่วมให้ยกฟ้อง ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยร่วมให้เป็นพับ จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๓ พิพากษายืน ให้จำเลยใช้ค่าทนายความชั้นอุทธรณ์ ๕,๐๐๐ บาท แทนโจทก์ จำเลยฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่าจำเลยได้กู้ยืมเงินจากนายประเสริฐ จำเลยร่วมเป็นภริยาของ นายประเสริฐ ซึ่งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๓๙ และศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ที่จำเลยอ้างว่าได้โอนกรรมสิทธิ์ในที่ดินให้จำเลยร่วมเป็นการตีใช้หนี้ต้นเงินกู้ยืมให้แก่นายประเสริฐ แล้วนั้น เห็นว่า แม้การชำระหนี้เงินกู้ด้วยการโอนที่ดินตีใช้หนี้ จะเป็นการชำระหนี้อย่างอื่นซึ่งมิใช่การชำระหนี้ด้วยเงิน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๒๑ ก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๓๑๕ บัญญัติไว้ว่า "อันการชำระหนี้นั้นต้องทำให้แก่ตัว เจ้าหนี้หรือแก่บุคคลผู้มีอำนาจรับชำระหนี้แทนเจ้าหนี้ การชำระหนี้ทำให้แก่บุคคลผู้ไม่มีอำนาจรับชำระหนี้นั้น ถ้าเจ้าหนี้ให้สัตยาบันก็นับว่าสมบูรณ์" เมื่อศาลชั้นต้นได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐ ผู้ตายเมื่อวันที่ ๒๑ พฤษภาคม ๒๕๔๐ ดังนั้น นับแต่วันที่ศาลมีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกแล้ว ทายาทย่อมหมดอำนาจ จัดการทรัพย์มรดกและกระทำนิติกรรมใด ๆ กับบุคคลภายนอก ทั้งนี้จนกว่าจะแบ่งปันทรัพย์มรดกเสร็จเรียบร้อยแล้ว โจทก์เท่านั้นที่เป็นบุคคลรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ปรากฏว่าจำเลยเพิ่งโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินที่อ้างว่าโอน เพื่อชำระหนี้ตามฟ้องแก่จำเลยร่วมตามหนังสือขายที่ดิน เมื่อวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ภายหลังที่ศาลได้มีคำสั่งตั้งโจทก์เป็นผู้จัดการมรดกของนายประเสริฐผู้ตายไปแล้ว แม้จำเลยร่วมจะเป็นทายาทของนายประเสริฐผู้ตายก็เป็นบุคคลที่ไม่มีสิทธิรับชำระหนี้แทนนายประเสริฐผู้ตาย ประกอบกับเอกสารหมาย ล. ๑ ที่จำเลยอ้างว่าเป็นข้อตกลงการโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินเพื่อชำระหนี้เงินกู้ยืมตามฟ้องแทนการชำระเงินนั้น ไม่ปรากฏว่าได้มีการคิดเป็นหนี้เงินที่ค้างชำระโดยจำนวนเท่ากับราคาท้องตลาดแห่งที่ดินในวันที่จดทะเบียนอันเป็นการส่งมอบ ฉะนั้นข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นการตกลงชำระหนี้เงินกู้ยืมด้วยทรัพย์สินอื่นแทนจำนวนเงินที่กู้ยืม โดยไม่มีการคำนวณหนี้เงินที่ค้างชำระเท่ากับราคาท้องตลาดของที่ดินที่อ้างว่า โอนเพื่อใช้หนี้แทนในวันที่ ๑๐ มิถุนายน ๒๕๔๐ ซึ่งเป็นวันที่ชำระหนี้แทนและ เป็นวันส่งมอบให้จำเลยร่วมข้อตกลงตามเอกสารหมาย ล. ๑ จึงเป็นข้อตกลงที่ขัดกับ ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคสอง และตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา ๖๕๖ วรรคท้าย ฉะนั้น การจดทะเบียนโอนขายกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่จำเลยร่วมตามเอกสารหมาย จ. ๗ และมีการทำหนังสือเอกสารหมาย ล. ๑ จึงไม่ทำให้หนี้เงินกู้ตามฟ้องระงับลงแต่ประการใด ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้จำเลยชำระหนี้เงินกู้พร้อมดอกเบี้ยตามฟ้อง ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของจำเลย ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6449/2544 นางเบญจางค์ คำพรม โจทก์ นายประเสริฐ นามเสนาะ นายอดิศักดิ์ เด่นวงษ์ จำเลย นางพิสมัย นามเสนาะ จำเลยร่วม

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นางเบญจางค์ คำพรม · นามเสนาะ - นายประเสริฐ · จำเลย - นายอดิศักดิ์ เด่นวงษ์ · จำเลยร่วม - นางพิสมัย นามเสนาะ
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ · พีรพล จันทร์สว่าง
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชัยภูมิ - นายวัฒนศักดิ์ วงษ์วัฒนพงษ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 3 - นายนินนาท สาครรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 942-943/2515ฎีกา 1452/2511ฎีกา 712-713/2520ฎีกา 1143/2494ฎีกา 4867/2533ฎีกา 1303/2533ฎีกา 7863/2538ฎีกา 1117/2527ฎีกา 2533/2549ฎีกา 5034/2538ฎีกา 298/2517ฎีกา 6320/2534ฎีกา 561/2495ฎีกา 286/2525ฎีกา 867/2523ฎีกา 5112/2552ฎีกา 583/2506ฎีกา 92/2531ฎีกา 3329/2550ฎีกา 2824/2538ฎีกา 6220/2548ฎีกา 7966/2544ฎีกา 5442/2551ฎีกา 1768/2549
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา