⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6590/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6590/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การกระทำความผิดฐานปล้นทรัพย์โดยมีหรือใช้อาวุธปืนตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี จะลงโทษหนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการกระทำความผิดเท่านั้น ผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่นที่ไม่ได้มีหรือใช้อาวุธปืนจะไม่มีความผิดตามมาตรานี้.

ย่อคำพิพากษา

ป.อ. มาตรา 340 ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ส่วนจำเลยที่ 3 เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ จำเลยที่ 3 ไม่มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 ตรี ด้วย โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว ระหว่างทางจำเลยที่ 1 ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ 1 ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปข้างทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ 3 ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้ จำเลยที่ 2 ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากไม่ การที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามป.วิ.อ. มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225 จำเลยที่ 1 ที่ 2 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 340 ตรี , 83 และจำเลยที่ 3 มีความผิดตาม ป.อ. มาตรา 340 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 83

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.90 ประมวลกฎหมายอาญา ม.340

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ , ๓๔๐ ตรี , ๓๑๐ , ๒๙๕ , ๙๓ , ๙๑ , ๘๓ , ๓๒ พระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา ๗ , ๘ ทวิ , ๗๒ , ๗๒ ทวิ คืนรถยนต์พร้อมเงินสด ๑๒๐ บาท ของกลางแก่ผู้เสียหาย ริบอาวุธปืนลูกซองพก กระสุนปืนลูกซอง? และเพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ตามกฎหมายด้วย จำเลยที่ ๑ ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ให้การปฏิเสธ แต่จำเลยที่ ๒ รับว่าเคยต้องโทษและพ้นโทษมาแล้วจริงตามฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาลงโทษจำเลยทั้งสาม ริบของกลางและให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือชดใช้เงินจำนวน ๑๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ลงโทษจำคุก ๑๕ ปี รวมกับโทษฐานหน่วงเหนี่ยวกักขังอีก ๖ เดือน เป็นจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๕ ปี ๖ เดือน คำให้การของจำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาพิพากษาคดีอยู่บ้าง ลดโทษให้จำเลยที่ ๒ และที่ ๓ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ คนละหนึ่งในสาม คงให้จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๕ ปี ๔ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๐ ปี ๔ เดือน คำขอให้เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ให้ยก นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว วินิจฉัยว่า เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติว่า จำเลยที่ ๓ มิได้มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายแต่อย่างใด ซึ่งตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี มุ่งหมายที่จะลงโทษให้หนักขึ้นเฉพาะผู้ที่มีหรือใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์เท่านั้น มิใช่ว่าผู้ที่ร่วมกระทำการปล้นทรัพย์รายเดียวกันจะต้องระวางโทษหนักขึ้นทุกคน เมื่อปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ มีและใช้อาวุธปืนในการปล้นทรัพย์ ส่วนจำเลยที่ ๓ เพียงแต่รู้เห็นร่วมในการปล้นทรัพย์ด้วย ดังนี้ กรณีจึงไม่ต้องด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ด้วยเหตุดังได้วินิจฉัยมา จำเลยที่ ๓ ไม่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ ตรี ด้วย ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น อย่างไรก็ดี โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยทั้งสามร่วมกันใช้กระดาษกาวปิดปากและใช้เชือกผูกข้อมือและเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายติดกับต้นไม้อันเป็นการหน่วงเหนี่ยวกักขังทำให้ผู้เสียหายปราศจากเสรีภาพในร่างกาย ทั้งนี้เพื่อความสะดวกแก่การปล้นทรัพย์ พาทรัพย์นั้นไป ให้ยื่นให้ซึ่งทรัพย์นั้น ยึดถือเอาทรัพย์นั้นไว้ และคดีได้ความว่าหลังจากที่จำเลยทั้งสามลวงผู้เสียหายขับรถยนต์มาแล้ว ระหว่างทางจำเลยที่ ๑ ใช้อาวุธปืนจี้บังคับให้ผู้เสียหายหยุดรถและเปลี่ยนไปนั่งตอนกลางเบาะ จากนั้นจำเลยที่ ๑ ได้ขับรถต่อมาไม่ห่างจากจุดแรกเท่าใดนักแล้วเลี้ยวเข้าไปข้างทาง จำเลยทั้งสามได้นำผู้เสียหายลงจากรถยนต์ จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกมัดผู้เสียหายไขว้หลัง ใช้กระดาษกาวปิดปากและคุมตัวเข้าไปในป่า จำเลยที่ ๓ ใช้เชือกมัดมือเท้าผู้เสียหายติดกับต้นไม้ จำเลยที่ ๒ ใช้เชือกมัดลำตัวติดกับต้นไม้กับล้วงเอาเงินของผู้เสียหายไป ๒๒๐ บาท จากนั้นพากันขับรถยนต์ของผู้เสียหายหลบหนีไป แสดงว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายเพื่อสะดวกแก่การปล้นทรัพย์และพาทรัพย์นั้นไปและให้พ้นจากการจับกุมในขณะที่การปล้นทรัพย์ยังไม่ขาดตอนจากกัน อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำในองค์ประกอบความผิดฐานปล้นทรัพย์นั้นเอง จึงหาใช่เป็นความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้เสียหายอีกกรรมหนึ่งต่างหากดังที่ศาลล่างทั้งสองลงโทษมาไม่ รวมทั้งการที่จำเลยทั้งสามร่วมกันทำร้ายผู้เสียหายในระหว่างทำการปล้นทรัพย์ก็หาใช่เป็นความผิดฐานทำร้ายร่างกายอีกบทหนึ่งดังที่ศาลล่างทั้งสองปรับบทมาด้วยไม่เช่นกัน ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยแม้จะไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๙๕ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๒๒๕ พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ ที่ ๒ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๓๔๐ ตรี , ๘๓ และจำเลยที่ ๓ มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๔๐ วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา ๘๓ จำคุกจำเลยที่ ๑ ที่ ๒ คนละ ๒๒ ปี ๖ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๕ ปี และจำเลยที่ ๑ มีความผิดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน ฯ มาตรา ๗ , ๗๒ วรรคหนึ่ง , ๘ ทวิ วรรคหนึ่ง , ๗๒ ทวิ วรรคสอง ความผิดฐานมีอาวุธปืนจำคุก ๑ ปี ความผิดฐานพาอาวุธปืนจำคุก ๖ เดือน ไม่เพิ่มโทษจำเลยที่ ๒ ลดโทษให้จำเลยทั้งสามคนละหนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๗๘ แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ ๑ ในความผิดฐานปล้นทรัพย์ ๑๕ ปี ในความผิดฐานมีอาวุธปืน ๘ เดือน และในความผิดฐานพาอาวุธปืน ๔ เดือน รวมจำคุกจำเลยที่ ๑ มีกำหนด ๑๕ ปี ๑๒ เดือน จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๑๕ ปี และจำคุกจำเลยที่ ๓ มีกำหนด ๑๐ ปี คืนรถยนต์และเงิน ๑๒๐ บาท ของกลางแก่เจ้าของ ริบอาวุธปืน กระสุนปืน กระดาษกาว เชือก และเศษกระดาษกาวของกลาง กับให้จำเลยทั้งสามร่วมกันคืนหรือใช้เงิน ๑๐๐ บาท แก่ผู้เสียหาย คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6590/2544 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สะเรียง โจทก์ นายจักรพันธ์ อถรรกริช กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดแม่สะเรียง · จำเลย - นายจักรพันธ์ อถรรกริช กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สุเมธ ตังคจิวางกูร · ปราโมทย์ ชพานนท์ · ชวลิต ยอดเณร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดแม่สะเรียง - นายไพฑูรย์ วรสถิตย์ · ศาลอุทธรณ์ภาค ๕ - นายเฉลิมชัย ตันตยานนท์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 7217/2544ฎีกา 2530/2527ฎีกา 1514/2532ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 5305/2539ฎีกา 599/2532ฎีกา 2100/2540ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1774/2536ฎีกา 1715/2545ฎีกา 633/2540ฎีกา 1398/2506ฎีกา 3911/2568ฎีกา 1331/2523ฎีกา 5487/2548ฎีกา 7281/2537ฎีกา 1666/2521ฎีกา 2274/2525ฎีกา 7194/2539ฎีกา 3310/2541ฎีกา 34/2521ฎีกา 3159/2532ฎีกา 9083/2544
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา