⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 6837/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6837/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของนิติบุคคล ถือเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับนิติบุคคลนั้นแล้ว โดยไม่ต้องอาศัยบทสันนิษฐานตามกฎหมายที่ให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับโทษฐานนั้นด้วย

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา 90/4 (7), 86/13, 77/1 ป.อ. มาตรา 83 เมื่อฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 จึงเป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 อันจะต้องรับผิดตาม ป.อ. มาตรา 83 อยู่แล้ว กรณีจึงไม่ต้องอาศัยความในบทบัญญัติมาตรา 90/5 แห่งประมวลรัษฎากรซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคล ต้องรับโทษฐานนั้นด้วย

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.83

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗), ๘๖/๑๓, ๗๗/๑ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๓, ๘๓ และริบของกลาง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท จำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๗ ปี จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ ริบของกลาง จำเลยทั้งสองอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ ๑ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) จำเลยที่ ๒ มีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๕ ลงโทษจำคุกจำเลยที่ ๒ มีกำหนด ๒ ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยทั้งสองฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหา ข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์หรือไม่ ที่จำเลยทั้งสองฎีกาเป็นทำนองว่าโจทก์มีหน้าที่นำสืบพิสูจน์ว่า จำเลย ทั้งสองเป็นผู้กระทำความผิด แต่โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานรู้เห็นแสดงว่า ใบกำกับภาษีจำนวน ๑๑๙ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ เป็นเอกสารปลอม จึงไม่อาจลงโทษจำเลยทั้งสองได้นั้น เห็นว่า ตามพฤติการณ์แห่งรูปคดีที่โจทก์นำสืบมีน้ำหนักเพียงพอให้ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่า ใบกำกับภาษีทั้ง ๑๑๙ ฉบับ ตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ ที่จำเลยที่ ๑ โดยจำเลยที่ ๒ กรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทนได้นำมาใช้เป็นหลักฐานในการเครดิตภาษีล้วนแต่เป็นเอกสารปลอม โจทก์ไม่จำต้องมีประจักษ์พยานผู้รู้เห็นโดยตรงถึงการทำเอกสารปลอมดังกล่าวมานำสืบแต่อย่างใด ที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่า ไม่ทราบว่าใบกำกับภาษีดังกล่าวเป็นเอกสารปลอมด้วยเหตุผลต่าง ๆ นานา จำเลยทั้งสองจึงมิได้มีเจตนากระทำความผิดนั้น ตามพฤติการณ์ส่อแสดงว่าจำเลยทั้งสองนำเอกสารใบกำกับภาษีตามเอกสารหมาย จ.๓ ถึง จ.๑๗ ไปใช้เครดิตภาษีโดยรู้อยู่ว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารปลอม พยานหลักฐานของจำเลยทั้งสองจึงไม่มีน้ำหนัก ฟังหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ จำเลยที่ ๑ จึงต้องมีความผิดตามฟ้อง ส่วนจำเลยที่ ๒ ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจกระทำการแทน และเป็นผู้ใช้ใบกำกับภาษีปลอมในนามของจำเลยที่ ๑ จึงฟังได้ว่า จำเลยที่ ๒ เป็นตัวการร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ ๑ ดังนั้น เมื่อการกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการร่วมกระทำผิดอันจะต้องรับผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ อยู่แล้ว กรณีจึงไม่จำต้องอาศัยความในบทบัญญัติมาตรา ๙๐/๕ แห่งประมวลรัษฎากร ซึ่งเป็นบทสันนิษฐานให้กรรมการหรือผู้แทนนิติบุคคลต้องรับโทษฐานนั้นด้วย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ โดยอาศัยบทบัญญัติมาจาก ๙๐/๕ จึงไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ส่วนที่จำเลยที่ ๒ ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบาและรอการลงโทษนั้น เห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๒ เป็นการทุจริตแสวงหาประโยชน์จากการคดโกงภาษีของรัฐซึ่งมีผลกระทบก่อให้เกิดความเสียหายแก่การทำนุบำรุงและการพัฒนาประเทศชาติ เป็นตัวอย่างไม่ดีที่สมควรกำราบปราบปราม มิให้เป็นเยี่ยงอย่างต่อไป ประกอบกับศาลอุทธรณ์ได้ใช้ดุลพินิจแก้ไขเปลี่ยนแปลงกำหนดโทษจำคุกแก่จำเลยที่ ๒ ให้เบาลงอันเป็นคุณแก่จำเลยที่ ๒ ที่ไม่รู้สำนึกตัวกลัวผิดและต่อสู้คดีมาโดยตลอดมากแล้ว กรณีจึงไม่มีเหตุสมควรจะแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้ลงโทษจำเลยที่ ๒ เบาลงและรอการลงโทษแก่จำเลยที่ ๒ แต่อย่างใด ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้นชอบแล้ว ฎีกาของจำเลยทั้งสองฟังไม่ขึ้น พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๙๐/๔ (๗) ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6837/2544 พนักงายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด โจทก์ บริษัทสุวิพลวิศวกรรม จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงายอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุด · จำเลย - บริษัทสุวิพลวิศวกรรม จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สมชาย พงษธา · กมล เพียรพิทักษ์ · จรัส พวงมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายยงยุทธ สมัย · ศาลอุทธรณ์ - นายสุรศักดิ์ กิตติพงษ์พัฒนา
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1597/2532ฎีกา 3345/2535ฎีกา 180/2554ฎีกา 2014-2015/2539ฎีกา 593/2510ฎีกา 712/2559ฎีกา 861/2521ฎีกา 619/2513ฎีกา 1268/2515ฎีกา 1270/2506ฎีกา 6355/2544ฎีกา 3578/2531ฎีกา 1893/2538ฎีกา 5487/2548ฎีกา 3595/2532ฎีกา 2936/2543ฎีกา 1315/2513ฎีกา 3380/2531ฎีกา 1/2567ฎีกา 5957/2530ฎีกา 643/2531ฎีกา 215/2556ฎีกา 4547/2530ฎีกา 2491-2493/2519
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา