⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7187/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7187/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้รับเช็คทราบว่าผู้สั่งจ่ายมีฐานะทางการเงินไม่ดี และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินมาโดยตลอด แต่ยังคงรับเช็คไว้และรับชำระดอกเบี้ยต่อไป แสดงว่าผู้รับเช็คไม่มีเจตนาจะให้เช็คนั้นมีผลผูกพันตามกฎหมาย แต่รับไว้เพียงเพื่อเป็นประกันหนี้เท่านั้น

ย่อคำพิพากษา

จำเลยกู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้งโดยโจทก์มอบหมายให้ จ. กระทำการแทนแต่ละครั้งจำเลยจะนำสัญญากู้มามอบให้ จ. และจำเลยจะนำเช็คมามอบให้เพื่อเป็นการชำระหนี้หลังจากวันทำสัญญากู้ แต่เช็คเหล่านั้นถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยขอกู้เพิ่มจึงมีการทำสัญญากันใหม่โดยในการกู้ยืมแต่ละครั้งมีการชำระดอกเบี้ยมาแล้ว โดยจำเลยก็นำเงินสดมาชำระดอกเบี้ยในวันที่นำเช็คมาชำระหนี้เงินกู้เช่นเดียวกับครั้งเช็คพิพาท ซึ่งหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแล้วจำเลยยังชำระดอกเบี้ยมาตลอด ดังนั้น การที่ จ. ไม่สนใจเช็คที่จำเลยสั่งจ่ายให้แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งได้ประพฤติเช่นนี้ตลอดมาหลายครั้งจนถึงเช็คพิพาทซึ่งหลังจากที่ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้วก็ยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยเรื่อยมา อีกทั้ง จ. ก็ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยว่าขาดสภาพคล่อง และยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยโดยไม่ดำเนินคดีกับผู้ออกเช็ค แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินก่อนหน้านี้ จำเลยได้ออกเช็คพิพาทให้กับโจทก์ในลักษณะเดิมที่ปฏิบัติต่อกันมา แสดงว่าโจทก์และจำเลยไม่มีความประสงค์จะให้ผูกพันกันตามเช็คพิพาท โดยโจทก์รับเช็คพิพาทไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น จำเลยจึงไม่มีความผิด

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วเห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งสามให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2534 มาตรา 4 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 ให้ปรับจำเลยที่ 1 เป็นเงิน 60,000 บาทจำคุกจำเลยที่ 2 และที่ 3 คนละ 1 ปี หากจำเลยที่ 1 ไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 ก่อนครบกำหนดที่ศาลชั้นต้นขยายระยะเวลาอุทธรณ์ให้จำเลยทั้งสามโจทก์ขอถอนฟ้องจำเลยที่ 3 ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 3 ออกจากสารบบความ จำเลยที่ 1 และที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์มีว่าจำเลยที่ 1และที่ 2 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายเจริญชัย กิจเวคินผู้รับมอบอำนาจโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า โจทก์มอบให้พยานเป็นตัวแทนในการดำเนินการให้กู้ยืมเงิน เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2540 จำเลยที่ 1โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้กู้ยืมเงินโจทก์ซึ่งเมื่อรวมกับหนี้เงินกู้เดิมแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 8,500,000 บาท จำเลยที่ 2 ได้นำสัญญากู้ มามอบให้แก่พยานไว้เป็นหลักฐาน ต่อมาประมาณปลายเดือนเมษายน 2540 จำเลยที่ 2นำเช็คพิพาทมามอบให้พยานเพื่อชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าว เมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนด โจทก์นำไปเรียกเก็บเงิน ปรากฏว่าธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน ให้เหตุผลว่าสั่งจ่ายจากจำนวนที่มีตราสารรอเรียกเก็บเงินอยู่เห็นว่า จำเลยที่ 2 มิได้ติดต่อขอกู้ยืมเงินจากโจทก์โดยตรง แต่โจทก์มอบหมายให้นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์กระทำแทน ดังนั้นการวินิจฉัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดหรือไม่ จึงต้องพิจารณาถึงความสัมพันธ์ระหว่างนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์กับจำเลยที่ 2 ข้อเท็จจริงได้ความจากคำเบิกความของนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ได้กู้ยืมเงินโจทก์หลายครั้ง ในการกู้ยืมแต่ละครั้ง จำเลยที่ 2 จะนำสัญญากู้มามอบให้พยาน หลังจากวันทำสัญญากู้แล้ว จำเลยที่ 2 จะนำเช็คมามอบให้พยานเพื่อเป็นการชำระหนี้เงินกู้ แต่เช็คเหล่านั้นถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน หลังจากนั้นจำเลยที่ 1ขอกู้เพิ่มแล้วจึงมีการทำสัญญากู้กันใหม่ ในการกู้ยืมแต่ละครั้งมีการชำระดอกเบี้ยมาแล้ว โดยในวันที่นำเช็คมาชำระหนี้เงินกู้ก็นำเงินสดมาชำระดอกเบี้ยในวันที่จำเลยที่ 2 นำเช็คพิพาทมามอบให้พยาน จำเลยที่ 2 ได้นำเงินมาชำระดอกเบี้ยด้วย หลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คพิพาทแล้ว จำเลยยังชำระดอกเบี้ยมาตลอด ดังนั้น การที่นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2 และทำสัญญากู้เงินใหม่ ย่อมแสดงให้เห็นว่านายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ไม่สนใจเช็คที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 จ่ายให้แล้วธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน ทั้งได้ประพฤติเช่นนี้ตลอดมาหลายครั้งจนถึงกรณีเช็คพิพาท ซึ่งหลังจากธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินแล้ว นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ก็ยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 2เรื่อยมา นอกจากนี้นายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์เบิกความรับอีกว่าการกู้ยืมเงินครั้งก่อน ๆ นั้น จำเลยที่ 1 ก็ไม่ได้ชำระโดยอ้างว่าขาดสภาพคล่อง จึงต้องมีการกู้ยืมเงินครั้งต่อ ๆ มา เหตุที่พยานทราบว่าจำเลยที่ 1 ขาดสภาพคล่อง เนื่องจากพยานเคยไปดูแลกิจการของจำเลยที่ 1 เมื่อนายเจริญชัยผู้รับมอบอำนาจโจทก์ทราบฐานะทางการเงินของจำเลยที่ 1 ว่าขาดสภาพคล่อง ประกอบกับยังยอมรับเงินค่าดอกเบี้ยโดยไม่ดำเนินคดีผู้ออกเช็ค แม้ธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คก่อนหน้านี้ดังกล่าว ทั้งจำเลยทั้งสามออกเช็คพิพาทให้แก่โจทก์ในลักษณะเดิมที่เคยปฏิบัติต่อกันมาแสดงว่า โจทก์และจำเลยทั้งสามไม่มีความประสงค์จะให้ผูกพันกันตามเช็คพิพาท โดยโจทก์รับเช็คพิพาทไว้เป็นประกันหนี้เงินกู้เท่านั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงไม่มีความผิดตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์พิพากษาชอบแล้ว ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7187/2544 นาย สุพรรณ หอหิรัณย์ขจร โจทก์ บริษัท เอส เอ็ม ที อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นาย สุพรรณ หอหิรัณย์ขจร · จำเลย - บริษัท เอส เอ็ม ที อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)พูนศักดิ์ จงกลนี · วิชา มหาคุณ · ปัญญา สุทธิบดี
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 8080/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 387/2542ฎีกา 460/2537ฎีกา 6230/2544ฎีกา 672/2519ฎีกา 427/2542ฎีกา 1795/2544ฎีกา 7909/2543ฎีกา 1721/2535ฎีกา 2753/2540ฎีกา 4714/2533ฎีกา 8088-8089/2544ฎีกา 1361/2517ฎีกา 6064/2545ฎีกา 1351/2542ฎีกา 378/2536ฎีกา 1525/2535ฎีกา 588/2546ฎีกา 2834/2535ฎีกา 7086/2542ฎีกา 8703/2543ฎีกา 2645/2537ฎีกา 4181/2543
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ