⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1361/2517

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2517

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่ามีผู้กระทำความผิดอาญาเกิดขึ้น โดยมีเจตนาจะให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีอาญาต่อไป ถือเป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว แม้ผู้แจ้งจะขอรับเช็คคืนไปเพื่อเจรจาตกลงกับผู้กระทำความผิดก่อนก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

โจทก์ร่วมแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนเรื่องจำเลยออกเช็คโดยไม่มีเงิน โดยแจ้งว่าประสงค์จะขอแจ้งเป็นหลักฐานไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลย และโจทก์ร่วมขอรับเช็คคืนไปติดต่อทำความตกลงกับจำเลยอีกครั้ง ถ้าหากตกลงไม่ได้จะมามอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป เช่นนี้ เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 ประมวลกฎหมายอาญา ม.96 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.4

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและผู้เสียหายขอเข้าเป็นโจทก์ร่วม ความว่า จำเลยได้ออกเช็คลง วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ สั่งจ่ายเงิน ๔๐,๐๐๐ บาท ให้แก่โจทก์ร่วมเพื่อเป็นการชำระหนี้ โจทก์ร่วมได้นำเช็คนั้นไปเรียกเก็บเงิน ต่อมาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ โจทก์ร่วมได้รับแจ้งว่าธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็คเพราะเงินในบัญชีของจำเลยมีไม่พอจ่าย และลายมือชื่อผู้จ่ายไม่สมบูรณ์ ทั้งนี้ โดยจำเลยออกเช็คให้ใช้เงินมีจำนวนสูงกว่าจำนวนเงินที่จำเลยมีอยู่ในบัญชี อันจะพึงให้ใช้เงินได้ในขณะที่ออกเช็ค และโดยเจตนาจะไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.๒๔๙๗ มาตรา ๓ ให้จำคุก ๔ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ที่โจทก์ร่วมไปแจ้งความแก่พนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๔ นั้น ไม่ใช่เป็นการร้องทุกข์ตามกฎหมาย เมื่อโจทก์ร่วมไม่ร้องทุกข์ต่อเจ้าหน้าที่ภายใน ๓ เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิด คดีจึงขาดอายุความตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา ๙๖ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยว่าการกระทำของจำเลยจะเป็นความผิดตามฟ้องหรือไม่ พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ข้อเท็จจริงได้ความว่าเมื่อธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมไปแจ้งความแก่หนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๑๔ เจ้าหน้าที่บันทึกคำแจ้งความในรายงานเบ็ดเสร็จประจำวันของสถานีตำรวจมีข้อความว่า "วันที่ ๓ พ.ค. ๑๔ ๑๗.๒๐ นาฬิกา แจ้งออกเช็คไม่มีเงิน ยังไม่ประสงค์ดำเนินคดี นางทวีวรรณ (โจทก์ร่วม) ฯลฯ แจ้งว่า เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๑๓ นายบุญเลิศ (จำเลย) ฯลฯ ได้ยืมเงินสดไปจากผู้แจ้ง ได้มอบเช็ค ฯลฯ สั่งจ่ายเงินจำนวน ๔๐,๐๐๐ บาท ลงวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ มอบให้ผู้แจ้งไว้ ต่อมาวันที่ ๒ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ผู้แจ้งได้นำเช็คเข้าบัญชีของผู้แจ้งที่ธนาคารกรุงเทพ สาขากล้วยน้ำไท เพื่อเรียกเก็บเงิน ต่อมาวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๑๔ ผู้แจ้งได้รับแจ้งจากธนาคารว่าได้ปฏิเสธการจ่ายเงิน ทำให้ผู้แจ้งได้รับความเสียหาย ผู้แจ้งมีความประสงค์จะขอแจ้งเป็นหลักฐาน โดยไม่ประสงค์จะมอบคดีให้เจ้าพนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายบุญเลิศ (จำเลย) โดยผู้แจ้งขอรับเช็คคืนไปติดต่อทำความตกลงกับนายบุญเลิศ (จำเลย) อีกครั้ง ถ้าหากตกลงไม่ได้ จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไป ร้อยตำรวจโทประกอบ สินธุวิสุทธิ์ รองสารวัตรปราบปราม เวรสอบสวนได้รับแจ้งความแล้ว จึงได้มอบเช็คดังกล่าวคืนไป" ศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒(๗) บัญญัติว่า "คำร้องทุกข์หมายความถึงการที่ผู้เสียหายได้กล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่า มีผู้กระทำความผิดขึ้น จะรู้ตัวผู้กระทำความผิดหรือไม่ก็ตาม ซึ่งกระทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้เสียหายและการกล่าวหาเช่นนั้นได้กล่าวโดยเจตนาจะให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษ" การกล่าวหาที่ได้กล่าวโดยเจตนา จะให้ผู้กระทำผิดได้รับโทษเป็นคำกว้าง ๆ การที่โจทก์ร่วมได้แจ้งว่าจำเลยออกเช็คไม่มีเงินนั้น เห็นได้ว่าโจทก์ร่วมมีเจตนาจะให้จำเลยได้รับโทษ จึงได้แจ้งความไว้ ทั้งในบันทึกก็ปรากฏความว่าโจทก์ร่วมมีความประสงค์ขอแจ้งเป็นหลักฐาน ส่วนที่โจทก์ร่วมขอรับเช็คคืนไปเพื่อติดต่อทำความตกลงกับจำเลยอีกครั้ง ถ้าหากตกลงไม่ได้จะมามอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีต่อไปนั้น มิได้ทำให้การแจ้งกล่าวหาของโจทก์ร่วมดังกล่าวนั้นสิ้นสภาพจากเป็นการร้องทุกข์ไม่ การที่มีข้อความในบันทึกว่าไม่ประสงค์จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับจำเลยนั้น หมายความว่าในขณะแจ้งยังไม่ประสงค์ให้เจ้าพนักงานดำเนินคดีกับจำเลยโดยโจทก์ร่วมขอไปทำความตกลงกับจำเลยก่อนอีกครั้ง ถ้าตกลงได้ก็ไม่ต้องดำเนินคดี ถ้าตกลงไม่ได้ก็จะมอบคดีให้พนักงานสอบสวนดำเนินการต่อไปนั่นเอง เหตุผลที่ปรากฏในการแจ้งความของโจทก์ร่วมต่อพนักงานสอบสวนไว้ เช่นนี้เป็นคำร้องทุกข์ตามกฎหมายแล้ว คดีไม่ขาดอายุความ พิพากษายกคำพิพากษาอุทธรณ์ ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์พิจารณาในปัญหาข้อเท็จจริงแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปความ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1361/2517 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นางทวีวรรณ พรเจริญ โจทก์ร่วม นายบุญเลิศ จิตต์อีหมั่น ล.

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นางทวีวรรณ พรเจริญ · ล. - นายบุญเลิศ จิตต์อีหมั่น
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สนับ คัมภีรยส · สรรเสริญ ไกรจิตติ · รื่น วิไลชนม์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายจุนท์ จันทรวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ - นายวชิระ รัตนสิงห์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 666/2502ฎีกา 8080/2538ฎีกา 199/2537ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 7687/2553ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 6230/2544ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 5103/2528ฎีกา 164/2512ฎีกา 389/2542ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 1342/2530ฎีกา 3896/2532ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 1041/2513ฎีกา 924/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา