คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2532
📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่เจ้าหนี้รับชำระหนี้เป็นงวดๆ โดยมิได้คืนเช็คให้แก่ลูกหนี้ และมิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับใด ย่อมถือได้ว่าเจ้าหนี้มีเจตนาที่จะบังคับเอาชำระหนี้ตามเช็คด้วยในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัด
ย่อคำพิพากษา
โจทก์จำเลยตกลงกันนำเช็คพิพาทและเช็คฉบับอื่น ๆ ที่จำเลยนำไปแลกเงินสดจากโจทก์รวมจำนวนหนี้กันแล้ว โจทก์ยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดได้เป็นงวด ๆ และจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์บางส่วนแล้ว แต่มิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับใดบ้าง ทั้งโจทก์มิได้คืนเช็คให้เมื่อจำเลยนำเงินมาชำระ แสดงว่าโจทก์มีเจตนาต้องการบังคับเอาชำระหนี้ตามเช็คด้วยในกรณีที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามที่ตกลงกันไว้ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ต่อกันและมิได้มีการตกลงกันระหว่างโจทก์จำเลยว่าให้ยึดถือเช็คไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลย เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะบัญชีปิดแล้ว จำเลยจึงมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็คฯมาตรา 3
⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง
มาตราที่เกี่ยวข้อง
พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3
คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)
โจทก์ฟ้อง ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2497 มาตรา 3
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว เห็นว่าคดีมีมูล ให้ประทับฟ้อง
จำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. 2493 มาตรา 3ให้จำคุก 4 เดือน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยออกเช็คพิพาทนำไปแลกเงินสดจากโจทก์ ครั้นถึงกำหนดวันที่ใช้เงินตามเช็คโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารตามเช็คปฏิเสธการจ่ายเงินโดยให้เหตุผลว่า บัญชีปิดแล้ว คงมีปัญหาว่าเช็คพิพาทมีมูลหนี้ต่อกันหรือไม่ และเป็นเช็คออกให้เพื่อเป็นประกันเงินยืมหรือไม่ โจทก์เบิกความว่าจำเลยเป็นหนี้โจทก์สองแสนบาทเศษยังไม่ได้ชำระ โจทก์แจ้งความเรื่องเช็คที่จำเลยค้างชำระไว้หลายคดี ซึ่งตรงกับที่จำเลยนำสืบว่า จำเลยนำเช็คหลายฉบับรวมทั้งฉบับพิพาทไปแลกเงินสดจากโจทก์รวมแล้วเป็นเงิน250,000 บาท ต่อมาจำเลยขอผ่อนชำระให้โจทก์ 24 งวด และจำเลยได้ชำระให้โจทก์บางส่วนเป็นเงิน 69,740 บาท ศาลฎีกาเห็นว่าแม้ฟังได้ว่า ก่อนฟ้องคดีนี้ โจทก์จำเลยตกลงกันนำเช็คพิพาทและเช็คฉบับอื่น ๆ ที่จำเลยนำไปแลกเงินสดจากโจทก์รวมจำนวนหนี้กันแล้ว โจทก์ยอมให้จำเลยผ่อนชำระหนี้ตามเช็คทั้งหมดได้เป็นงวด ๆ และจำเลยได้ชำระเงินให้โจทก์บางส่วนแล้วแต่ก็มิได้ระบุว่าเป็นการชำระหนี้ตามเช็คฉบับใดบ้าง ทั้งโจทก์ก็มิได้คืนเช็คให้เมื่อจำเลยนำเงินมาชำระ แสดงว่าโจทก์มีเจตนาต้องการบังคับเอาชำระหนี้ตามเช็คด้วยในกรณีที่จำเลยมิได้นำเงินมาชำระตามที่ตกลงไว้ เช็คพิพาทจึงมีมูลหนี้ต่อกันและมิได้มีการตกลงกันระหว่างโจทก์จำเลยว่าให้ยึดถือเช็คไว้เพื่อเป็นประกันหนี้ของจำเลย เมื่อโจทก์นำเช็คพิพาทไปเรียกเก็บเงินไม่ได้เพราะบัญชีปิดแล้ว จำเลยจึงมีความผิดดังฟ้อง"
พิพากษากลับ ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3896/2532
นาย ชัย ลาภอลงกรณ์ โจทก์
นาย สงวน เกรียงสันติกุล จำเลย
รายละเอียดคดี
| คู่ความ | โจทก์ - นาย ชัย ลาภอลงกรณ์ · จำเลย - นาย สงวน เกรียงสันติกุล |
| องค์คณะ (ผู้พิพากษา) | สุนทร จันทรศักดิ์ · ชูศักดิ์ บัณฑิตกุล · ครีภูมิ สุวรรณโรจน์ |
| แหล่งที่มา | สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ |
ฎีกาที่เกี่ยวข้อง
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณแหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ