⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 1915/2529

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1915/2529

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
- การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกระทำความผิดอาญา ย่อมมีสิทธิร้องทุกข์ให้ดำเนินคดีอาญาได้ แม้ว่าเงินที่ได้รับจากการกระทำความผิดนั้นจะถูกนำไปเข้าบัญชีของนิติบุคคลที่ตนเป็นผู้มีอำนาจจัดการก็ตาม - ระเบียบภายในของพนักงานสอบสวนเกี่ยวกับการบันทึกคำร้องทุกข์และเขตอำนาจการสอบสวน ไม่มีผลกระทบต่อสิทธิในการร้องทุกข์ของผู้เสียหายและอำนาจในการดำเนินคดีของพนักงานสอบสวน

ย่อคำพิพากษา

วัสดุก่อสร้างที่จำเลยซื้อและออกเช็คพิพาทให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระราคานั้น เป็นของส่วนตัวของโจทก์ร่วม มิได้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.ที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการ ดังนั้นเมื่อเช็คพิพาทถึงกำหนดและถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหายและชอบที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีได้ ส่วนการที่โจทก์บรรยายฟ้องว่าโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินเองและนำสืบในชั้นพิจารณาว่าเรียกเก็บเงินเพื่อฝากเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.นั้น ก็มิได้แตกต่างกันแต่อย่างใด เพราะการที่โจทก์ร่วมจะนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเข้าฝากในบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.ก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะทำได้ หาทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.กลายเป็นผู้เสียหายไปไม่ การบันทึกคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งจะจดลงไว้อย่างไรและที่ใด ก็เป็นเรื่องระเบียบภายในของพนักงานสอบสวนซึ่งไม่มีผลกระทบต่ออำนาจในการสอบสวนและดำเนินคดี และในปัญหาที่ว่าเขตรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละแห่งจะมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่เพียงใดนั้น เป็นปัญหาข้อเท็จจริง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.2 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.18 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.118 ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ม.123 พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ.2497 ม.3

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยออกเช็คสั่งจ่ายเงินให้โจทก์ร่วมเพื่อชำระหนี้โดยไม่มีเงินอยู่ในบัญชีอันจะพึงให้ใช้เงินได้และเจตนาไม่ให้มีการใช้เงินตามเช็ค ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ จำเลยให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดอันเกิดจากการใช้เช็ค พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๓ ให้จำคุก ๑๐ เดือน จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยฎีกาโดยได้รับอนุญาตจากผู้พิพากษาผู้ตัดสินคดีในชั้นอุทธรณ์ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยเป็นหนี้ค่าวัสดุก่อสร้างโจทก์ร่วมจริงและได้ออกเช็คพิพาททั้งสองฉบับให้โจทก์ร่วมไว้ ทั้งข้อความในใบส่งของขายเงินเชื่อเอกสารหมาย จ.๗ ก็ระบุไว้ชัดว่าเป็นการซื้อสินค้าเหล่านั้นไปจากโจทก์ร่วม ตัวโจทก์ร่วมเองก็เบิกความยืนยันว่า วัสดุก่อสร้างที่จำเลยมาขอซื้อนั้นเป็นของส่วนตัวของโจทก์ร่วม มิได้เกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อเช็คถึงกำหนดและถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ร่วมย่อมเป็นผู้เสียหาย ชอบที่จะร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีได้ ส่วนข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบในชั้นพิจารณาว่าได้นำเช็คพิพาททั้งสองฉบับเรียกเก็บเงินเพื่อฝากเข้าบัญชีห้างหุ้นส่วนจำกัด พ. และจำเลยฎีกาว่าเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างกับฟ้องซึ่งบรรยายว่าโจทก์ร่วมเรียกเก็บเงินเอง ทั้งพฤติการณ์เช่นนี้แสดงว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.เป็นผู้เสียหาย มิใช่โจทก์ร่วม เห็นว่า ข้อเท็จจริงดังกล่าวมิได้แตกต่างจากฟ้องแต่อย่างใดเพราะการที่โจทก์ร่วมจะนำเงินตามเช็คที่เรียกเก็บเข้าฝากในบัญชีของห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.ที่โจทก์ร่วมเป็นผู้จัดการนั้นก็เป็นสิทธิของโจทก์ร่วมที่จะทำได้ หาทำให้ห้างหุ้นส่วนจำกัด พ.กลายเป็นผู้เสียหายไปไม่ ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน จำเลยฎีกาอีกข้อหนึ่งว่า คำร้องทุกข์ของโจทก์ร่วมตามเอกสารหมาย จ.๕ ไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะเป็นเพียงบันทึกการมอบคดีและเจ้าหน้าที่มิได้จดแจ้งลงในเบ็ดเสร็จประจำวัน นั้น เห็นว่าเมื่อปรากฏหลักฐานว่า โจทก์ร่วมซึ่งเป็นผู้เสียหายได้ร้องทุกข์ต่อเจ้าพนักงานโดยชอบแล้ว พนักงานสอบสวนย่อมมีอำนาจดำเนินคดีได้ส่วนการบันทึกคำร้องทุกข์ของผู้เสียหาย เจ้าหน้าที่ผู้รับแจ้งจะจดลงไว้อย่างไรและที่ใด เป็นเรื่องระเบียบภายในของพนักงานสอบสวน ไม่มีผลกระทบต่ออำนาจในการสอบสวนและดำเนินคดี จำเลยฎีกาข้อสุดท้ายว่า พนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนี้ เพราะธนาคารกสิกรไทย จำกัด สาขาลาดพร้าวซึ่งปฏิเสธการจ่ายเงินตามเช็ค อันถือเป็นสถานที่เกิดเหตุนั้น อยู่ในเขตสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว ศาลฎีกาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เขตรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่ละสถานีตำรวจนั้นจะมีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่เพียงใด เป็นปัญหาข้อเท็จจริง เมื่อจำเลยไม่นำสืบให้ปรากฏว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่นอกเขตท้องที่รับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ลำพังแต่ชื่อของธนาคารที่ระบุว่าเป็นสาขาลาดพร้าวเพียงเท่านี้แล้วจำเลยจะสันนิษฐานเอาว่า สถานที่เกิดเหตุอยู่ในเขตรับผิดชอบของสถานีตำรวจนครบาลลาดพร้าว นั้นยังฟังไม่ถนัด ดังนี้ จึงถือไม่ได้ว่า การสอบสวนของพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลพหลโยธินเป็นการไม่ชอบ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยมาชอบแล้ว ฎีกาจำเลยทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1915/2529 พนักงานอัยการ กรมอัยการ โจทก์ นายปรีชา อังคปรีชาเศรษฐ โจทก์ร่วม นายสอาด มุทรโกษา หรือ มุกขระโกษา จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการ กรมอัยการ · โจทก์ร่วม - นายปรีชา อังคปรีชาเศรษฐ · จำเลย - นายสอาด มุทรโกษา หรือ มุกขระโกษา
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)สวัสดิ์ รอดเจริญ · อุทิศ บุญชู · จำนง นิยมวิภาต
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลอาญา - นายวิน จันทร์เจริญ · ศาลอุทธรณ์ - นายสมศักดิ์ เกิดลาภผล
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 666/2502ฎีกา 8080/2538ฎีกา 313/2526ฎีกา 618/2568ฎีกา 730/2486ฎีกา 4225/2559ฎีกา 754/2486ฎีกา 2252/2560ฎีกา 11720/2555ฎีกา 5103/2528ฎีกา 164/2512ฎีกา 389/2542ฎีกา 5723-5724/2531ฎีกา 5138/2537ฎีกา 2794/2516ฎีกา 1342/2530ฎีกา 3896/2532ฎีกา 276/2520ฎีกา 1813/2531ฎีกา 1041/2513ฎีกา 924/2530ฎีกา 10552/2553ฎีกา 3620/2566ฎีกา 1079/2511
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา