⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7687/2553

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7687/2553

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ผู้เสียหายรู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อใด ให้ถือเอาวันที่ผู้เสียหายได้รู้ข้อเท็จจริงอันเป็นองค์ประกอบความผิดนั้นอย่างชัดแจ้งเป็นสำคัญ

ย่อคำพิพากษา

จำเลยรับมอบเงินที่ได้จากการขายน้ำมันของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเงินนั้นบางส่วนเป็นเงิน 6,451,435.43 บาท ไปเป็นของจำเลยทำให้งบดุลประจำปีไม่ลงตัว ต่อมาวันที่ 9 มิถุนายน 2541 กรรมการโจทก์ร่วมการนำงบดุลของโจทก์ร่วมให้จำเลยดู จำเลยยอมรับว่าได้เอาเงินของโจทก์ร่วมไปและเขียนบันทึกยอมรับว่าเป็นหนี้โจทก์ร่วมในจำนวนเงินดังกล่าว ดังนั้น โจทก์ร่วมเพิ่งทราบแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินไปในวันดังกล่าว กรณีจึงถือว่าโจทก์ร่วมได้รู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 และโจทก์ร่วมมาร้องทุกข์ในวันที่ 1 กันยายน 2541 จึงเป็นการร้องทุกข์ภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดคดีของโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.อ. มาตรา 96

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายอาญา ม.96

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91, 352 ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,451,435.43 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยให้การปฏิเสธ ระหว่างพิจารณา บริษัททีปพิพัฒน์ ที.พี.พี. จำกัด ผู้เสียหายยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ ศาลชั้นต้นอนุญาต ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 352 วรรคแรก เป็นความผิดหลายกรรม ให้เรียงกระทงลงโทษทุกกรรมเป็นกระทงความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 91 ให้จำคุกกระทงละ 1 ปี 6 เดือน รวม 8 กระทง จำคุก 12 ปี ชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุก 8 ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้เงิน 6,451,435.43 บาท ที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหาย จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษากลับ ให้ยกฟ้อง และให้ยกคำขอของโจทก์ที่ขอให้จำเลยคืนหรือใช้เงินแก่โจทก์ร่วมด้วย โจทก์และโจทก์ร่วมฎีกา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยได้รับมอบเงินที่ได้จากการจำหน่ายน้ำมันของโจทก์ร่วมแล้วเบียดบังเอาเงินนั้นบางส่วนเป็นจำนวน 6,451,435.43 บาท ไปเป็นของจำเลย จำเลยยอมรับว่าได้เอาเงินที่สถานีบริการน้ำมันของโจทก์ร่วมไปใช้ทำธุรกิจส่วนตัวของจำเลย จำเลยทำบันทึกให้แก่โจทก์ร่วมโดยจำเลยเป็นผู้เขียนด้วยตนเองต่อหน้านายประทีป นอกจากนี้จำเลยยังทำบันทึกรายละเอียดการเอาเงินไปแต่ละครั้งตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนธันวาคม 2540 ไว้ด้วย จึงเป็นวันที่จำเลยยอมรับผิดต่อโจทก์ร่วม และรู้ตัวผู้กระทำความผิด โจทก์ร่วมทราบแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้เอาเงินไปในวันที่ทวงถามเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 โดยจำเลยเป็นผู้ทำบันทึก ให้ไว้ กรณีจึงถือได้ว่าโจทก์ร่วมผู้เสียหายได้รู้เรื่องความผิดและรู้ตัวผู้กระทำความผิดเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2541 และเมื่อโจทก์ร่วมร้องทุกข์เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2541 คดีโจทก์จึงไม่ขาดอายุความ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมฟังขึ้น พิพากษากลับ ให้บังคับคดีไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7687/2553 พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี โจทก์ บริษัททีปพิพัฒน์ ที.พี.พี. จำกัด โจทก์ร่วม นายอารมณ์ เช่นขาว จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการประจำศาลจังหวัดธัญบุรี · โจทก์ร่วม - บริษัททีปพิพัฒน์ ที.พี.พี. จำกัด · จำเลย - นายอารมณ์ เช่นขาว
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ชำนาญ รวิวรรณพงษ์ · สุรศักดิ์ สุวรรณประกร · สุรพันธุ์ ละอองมณี
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดธัญบุรี - นายยงยศ คุปตะวาทิน · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายวิรุฬห์ แสงเทียน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา
หมายเลขคดีดำอ.4524/2549

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1035/2540ฎีกา 733/2505ฎีกา 3399/2568ฎีกา 123/2528ฎีกา 4225/2559ฎีกา 3129/2555ฎีกา 639/2535ฎีกา 1127/2523ฎีกา 2269/2538ฎีกา 1777/2554ฎีกา 298/2535ฎีกา 3367/2546ฎีกา 1763/2506ฎีกา 1086/2552ฎีกา 6221/2545ฎีกา 399/2525ฎีกา 3310/2522ฎีกา 6473/2538ฎีกา 4714/2533ฎีกา 1651/2514ฎีกา 4964/2537ฎีกา 2040/2535ฎีกา 1361/2517ฎีกา 1954/2530
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา