⚖️ LawAraiค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7705/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544

ป.พ.พ. ม.240, 241, 366 ฯลฯ

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อความโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอขาย เมื่อผู้ซื้อสนองตอบตามข้อเสนอและผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินมัดจำคืน โดยต้องชำระค่าใช้ทรัพย์และค่าเสียหายที่ผู้ขายเสียไปในการทำให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ย่อคำพิพากษา

ข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยมีว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือ โทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอร์โยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น 1 ฟรี" ถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลย เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท กับจำเลย แต่จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อความในแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาท จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดี ถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท เลิกกันโดยปริยาย มีผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยรับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้วจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตามสัญญาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 378 (3) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยนำกลับคืนไป โจทก์จึงต้อง ชำระค่าใช้ทรัพย์และค่าเสียหายที่จำเลยเสียไปในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้คืนสภาพดีดังเดิม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.240 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.366 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

🔎 คำพิพากษาอื่นที่อ้างมาตราเดียวกัน: ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.240 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.366 → ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 →

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามคืนเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลข ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ (ที่ถูก ๓ มกราคม ๒๕๔๐) จำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๓ คืนเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลขเช็ค ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ สั่งจ่ายเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่า ทนายความ ๔,๐๐๐ บาท ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๑๘๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา ๑,๙๗๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินดาวน์ ๕๙๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระเป็นมัดจำ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชำระด้วยเช็คจำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท สำหรับราคารถยนต์พิพาทที่เหลือจำนวน ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อ กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด จำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญา ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ โจทก์รับรถยนต์พิพาทไปใช้จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร จำเลยที่ ๒ ได้มาเอารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์และไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์อ้างว่าต้องให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้และทำสัญญาเช่าซื้อเสร็จก่อน ตามเอกสารหมาย ล.๑๑ โจทก์แจ้งความต่อ เจ้าพนักงานตำรวจและมีการเจรจากัน แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาอ้างว่าเป็นการผิดสัญญาเพราะไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์และรถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องหลายประการ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา เอกสารหมาย จ.๑๒ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ มีว่า จำเลยที่ ๓ เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์และต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ และโจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองในวันทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือโทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอโยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น ๑ ฟรี" ซึ่งข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าวถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลยที่ ๓ เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือและทำสัญญาประกันชั้นหนึ่งให้แก่รถยนต์พิพาท ทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ด้วย การผ่อนชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในข้อเสนอขายดังกล่าวและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพที่ไม่มีความชำรุดบกพร่อง แต่เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ แล้ว จำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน ในวันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทตามข้อเสนอเชิญชวนที่กำหนดไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาแต่อย่างใด ทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยที่ ๓ ไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทตามสัญญาซื้อขาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นการผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์ และต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาททั้งฟ้องคดีนี้จึงถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทเลิกกันโดยปริยายอันมีผลให้ คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๓ รับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ ผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อเสนอเชิญชวนไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาให้แก่โจทก์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๓) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะนำกลับคืนไปเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน ระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร และจำเลยที่ ๓ เสียค่าจ้างในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้กลับคืนสภาพดีดังเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘ กำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากจำเลยที่ ๓ ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544 นายจรัญ พรหมเพศ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสว่างยนตรการ (1993) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจรัญ พรหมเพศ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสว่างยนตรการ (1993) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิเทพ ศิริพากย์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายธีรทัย เจริญวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 13184/2558ฎีกา 4133/2535ฎีกา 1990/2518ฎีกา 745/2538ฎีกา 1167/2526ฎีกา 2157/2530ฎีกา 5347/2540ฎีกา 5284/2531ฎีกา 814/2490ฎีกา 2890/2538ฎีกา 2907/2545ฎีกา 2010/2500ฎีกา 1281-1283/2493ฎีกา 1541/2509ฎีกา 1957/2522ฎีกา 753/2538ฎีกา 15846/2557ฎีกา 1195/2511ฎีกา 1194/2523ฎีกา 5238/2542ฎีกา 265/2510ฎีกา 1667/2535ฎีกา 7138/2544ฎีกา 1576/2525
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา