⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 7705/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
ข้อความโฆษณาถือเป็นส่วนหนึ่งของข้อเสนอขาย เมื่อผู้ซื้อสนองตอบตามข้อเสนอและผู้ขายผิดสัญญา ผู้ซื้อมีสิทธิบอกเลิกสัญญาและเรียกเงินมัดจำคืน โดยต้องชำระค่าใช้ทรัพย์และค่าเสียหายที่ผู้ขายเสียไปในการทำให้ทรัพย์สินกลับคืนสู่สภาพเดิม

ย่อคำพิพากษา

ข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยมีว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือ โทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอร์โยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น 1 ฟรี" ถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลย เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท กับจำเลย แต่จำเลยละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วนตามข้อความในแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาท จึงเป็นการผิดสัญญา โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาและฟ้องคดี ถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท เลิกกันโดยปริยาย มีผลให้คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตาม ป.พ.พ. มาตรา 391 วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยรับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้วจึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ตามสัญญาที่บัญญัติไว้ในมาตรา 378 (3) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยนำกลับคืนไป โจทก์จึงต้อง ชำระค่าใช้ทรัพย์และค่าเสียหายที่จำเลยเสียไปในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้คืนสภาพดีดังเดิม

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.240 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.241 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.366 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.378 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ม.391

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตรา ร้อยละ ๗.๕ ต่อปี จากต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยทั้งสามคืนเช็ค ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลข ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มีนาคม ๒๕๔๐ (ที่ถูก ๓ มกราคม ๒๕๔๐) จำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ จำเลยทั้งสามให้การว่า ขอให้ยกฟ้อง ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๓๐๑,๘๗๕ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี ของต้นเงิน ๓๐๐,๐๐๐ บาท นับถัดจากวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๔๐) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ และให้จำเลยที่ ๓ คืนเช็คของธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สาขาทุ่งสง หมายเลขเช็ค ๒๔๖๙๘๓๐ ฉบับลงวันที่ ๓ มกราคม ๒๕๔๐ สั่งจ่ายเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท แก่โจทก์ กับให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์โดยกำหนดค่า ทนายความ ๔,๐๐๐ บาท ยกฟ้องจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ให้เป็นพับ จำเลยที่ ๓ อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค ๘ พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ ๓ ชำระเงิน ๑๘๒,๐๐๐ บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ ๗.๕ ต่อปี นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และให้จำเลยที่ ๓ ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลทั้งสองศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ ชนะคดีในชั้นอุทธรณ์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม ๕,๐๐๐ บาท จำเลยที่ ๓ ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า? พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า เมื่อวันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๓๙ โจทก์ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ โดยมีจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ เป็นตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ในการขายรถยนต์พิพาทให้แก่โจทก์ในราคา ๑,๙๗๐,๐๐๐ บาท ตกลงชำระเงินดาวน์ ๕๙๐,๐๐๐ บาท โจทก์ชำระเป็นมัดจำ ๓๐๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่เหลือชำระด้วยเช็คจำนวนเงิน ๒๙๐,๐๐๐ บาท สำหรับราคารถยนต์พิพาทที่เหลือจำนวน ๑,๓๘๐,๐๐๐ บาท ให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อ กับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด จำเลยที่ ๓ ส่งมอบรถยนต์พิพาทให้โจทก์ในวันทำสัญญา ตามสัญญาซื้อขายรถยนต์เอกสารหมาย จ.๓ โจทก์รับรถยนต์พิพาทไปใช้จนถึงวันที่ ๒๘ มกราคม ๒๕๔๐ เป็นระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร จำเลยที่ ๒ ได้มาเอารถยนต์พิพาทไปจากโจทก์เพื่อตรวจเช็คสภาพรถยนต์และไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์อ้างว่าต้องให้โจทก์ปฏิบัติการชำระหนี้และทำสัญญาเช่าซื้อเสร็จก่อน ตามเอกสารหมาย ล.๑๑ โจทก์แจ้งความต่อ เจ้าพนักงานตำรวจและมีการเจรจากัน แต่ตกลงกันไม่ได้ วันที่ ๓๑ มีนาคม ๒๕๔๐ โจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาอ้างว่าเป็นการผิดสัญญาเพราะไม่นำรถยนต์พิพาทมาคืนโจทก์และรถยนต์พิพาทชำรุดบกพร่องหลายประการ ตามหนังสือบอกเลิกสัญญา เอกสารหมาย จ.๑๒ ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ ๓ มีว่า จำเลยที่ ๓ เป็นฝ่ายผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์และต้องคืนมัดจำให้แก่โจทก์หรือไม่ เห็นว่า เมื่อโจทก์กับจำเลยที่ ๑ และที่ ๒ ตัวแทนของจำเลยที่ ๓ ตกลงทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาท ตามเอกสารหมาย จ.๓ และโจทก์ได้รับมอบรถยนต์พิพาทไว้ในครอบครองในวันทำสัญญาซื้อขายแล้ว จำเลยที่ ๓ จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามแผ่นปลิวโฆษณาเชิญชวนให้ซื้อรถยนต์ของจำเลยที่ ๓ ตามเอกสารหมาย จ.๗ ที่ว่า "จองวันนี้รับฟรีโทรศัพท์มือถือโทรฟรีทั่วไทย บี.เอ็ม.ดับบลิว/เปอโยต์ ลักกี้เดย์ ทุกรุ่นทุกแบบผ่อนฟรีไม่มีดอกเบี้ย แถมประกันภัยชั้น ๑ ฟรี" ซึ่งข้อความตามแผ่นปลิวโฆษณาดังกล่าวถือว่าเป็นเงื่อนไขในข้อเสนอขายของจำเลยที่ ๓ เมื่อโจทก์เข้าสนองตอบตามข้อเสนอขาย โดยเข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ จำเลยที่ ๓ จึงต้องส่งมอบโทรศัพท์มือถือและทำสัญญาประกันชั้นหนึ่งให้แก่รถยนต์พิพาท ทั้งต้องดำเนินการเพื่อให้โจทก์เข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถยนต์พิพาทกับบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ด้วย การผ่อนชำระค่าเช่าซื้อโดยไม่มีดอกเบี้ยตามเงื่อนไขในข้อเสนอขายดังกล่าวและต้องส่งมอบรถยนต์พิพาทในสภาพที่ไม่มีความชำรุดบกพร่อง แต่เมื่อโจทก์เข้าทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทกับจำเลยที่ ๓ แล้ว จำเลยที่ ๓ ละเลยไม่ชำระหนี้แก่โจทก์ให้ถูกต้องครบถ้วน ในวันที่โจทก์ทำสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทตามข้อเสนอเชิญชวนที่กำหนดไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาแต่อย่างใด ทั้งต่อมายังนำรถยนต์พิพาทกลับไปไว้ในความครอบครองของจำเลยที่ ๓ ไม่ส่งมอบคืนให้โจทก์ได้ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทตามสัญญาซื้อขาย การกระทำดังกล่าวของจำเลยที่ ๓ จึงเป็นการผิดสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทต่อโจทก์ และต่อมาโจทก์มีหนังสือบอกเลิกสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาททั้งฟ้องคดีนี้จึงถือได้ว่าสัญญาซื้อขายรถยนต์พิพาทเลิกกันโดยปริยายอันมีผลให้ คู่สัญญากลับคืนสู่ฐานะเดิมตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคหนึ่ง เมื่อจำเลยที่ ๓ รับรถยนต์พิพาทกลับคืนมาไว้ในความครอบครองแล้ว จึงมีหน้าที่ต้องส่งคืนเงินมัดจำให้แก่โจทก์ อันเนื่องมาจากจำเลยที่ ๓ ผิดสัญญาละเลยไม่ชำระหนี้ตามข้อเสนอเชิญชวนไว้ในแผ่นปลิวโฆษณาให้แก่โจทก์ ตามที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๗๘ (๓) ส่วนการที่โจทก์ครอบครองใช้ประโยชน์รถยนต์พิพาทก่อนที่จำเลยที่ ๓ จะนำกลับคืนไปเป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน ระยะทางประมาณ ๔,๐๐๐ กิโลเมตร และจำเลยที่ ๓ เสียค่าจ้างในการซ่อมแซมรถยนต์พิพาทให้กลับคืนสภาพดีดังเดิม ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค ๘ กำหนดให้โจทก์ต้องชำระค่าใช้ทรัพย์เป็นเงินจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และค่าเสียหายอันเกิดจากจำเลยที่ ๓ ซ่อมแซมรถยนต์พิพาทเป็นเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยว่าเป็นราคาที่เหมาะสมแล้ว? พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7705/2544 นายจรัญ พรหมเพศ โจทก์ ห้างหุ้นส่วนจำกัดสว่างยนตรการ (1993) กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - นายจรัญ พรหมเพศ · จำเลย - ห้างหุ้นส่วนจำกัดสว่างยนตรการ (1993) กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)วีระศักดิ์ รุ่งรัตน์ · วิเทพ ศิริพากย์ · ชวลิต ตุลยสิงห์
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดทุ่งสง - นายธีรทัย เจริญวงศ์ · ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายวีระศักดิ์ เสรีเศวตรัตน์
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1667/2535ฎีกา 7138/2544ฎีกา 1025/2487ฎีกา 1975/2506ฎีกา 399/2521ฎีกา 3192/2543ฎีกา 4179/2539ฎีกา 9652/2539ฎีกา 119/2540ฎีกา 6135/2540ฎีกา 856/2481ฎีกา 2474/2516ฎีกา 6152/2544ฎีกา 8891/2543ฎีกา 1710/2556ฎีกา 768/2518ฎีกา 8235/2555ฎีกา 2265/2539ฎีกา 1701/2524ฎีกา 5032/2537ฎีกา 2881/2531ฎีกา 537/2540ฎีกา 2278/2565ฎีกา 4379/2540
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา