⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 8277/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่ประชาชนทั่วไปได้ทราบว่าที่ดินเป็นที่หวงห้ามตามกฎหมายแล้ว การเข้าไปยึดถือครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาตย่อมเป็นความผิด แม้จะอ้างว่าไม่มีเจตนาครอบครองก็ตาม

ย่อคำพิพากษา

เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกา ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนั้น ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนาเข้าไปยึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทอันเป็นที่ห้วงห้ามได้ จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.5 พระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ.2478 ม.7 พระราชบัญญัติให้ใช้ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ม.9

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๓ , ๔ , ๕ , ๗ พระราชบัญญัติที่ราชพัสดุ พ.ศ. ๒๕๑๘ มาตรา ๔ ประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา ๙ , ๑๐๘ , ๑๐๘ ทวิ ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๘๓ , ๙๑ และสั่งให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษายกฟ้อง แต่ให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต ๒ รักษาการในตำแหน่งอัยการพิเศษประจำเขต ๒ ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายืน แต่ให้ยกคำขอให้จำเลยทั้งสองกับบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ศาลฎีกาวินิจฉัยแล้ว มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองได้กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ โดยโจทก์ฎีกาว่า จากพยานหลักฐานของโจทก์แสดงให้เห็นชัดว่า ก่อนเกิดเหตุ จำเลยทั้งสองรู้อยู่แล้วว่าที่เกิดเหตุอยู่ในเขตที่ดินหวงห้ามของกองทัพเรือ จึงได้มีหนังสือลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๒๘ ถึงผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบขออนุญาตประกอบการอุตสาหกรรมต่อเรือ ซ่อมเรือและตัดเรือในพื้นที่ตำบลแสมสาร เมื่อผู้บัญชาการฐานทัพเรือสัตหีบไม่อนุญาตแล้ว จำเลยทั้งสองยังเข้าไปดำเนินการปรับไถที่ดินพิพาทบริเวณเชิงเขาเนิน ๕๒ ด้านทิศใต้ของเขาล้านและบริเวณใกล้เคียงด้านเหนือของเนิน ๕๒ ก่อสร้างแท่นคอนกรีตสำหรับประดิษฐานพระรูปกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์บนยอดเนิน ๕๒ ดังนั้น จำเลยทั้งสองจะอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิดทางอาญาไม่ได้ เห็นว่า เมื่อที่ดินพิพาทได้มีการออกพระราชกฤษฎีกากำหนดเป็นเขตหวงห้ามสำหรับใช้ในราชการทหารพร้อมด้วยแผนที่ท้ายพระราชกฤษฎีกาประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๙ ให้ประชาชนทราบแล้ว ทั้งต่อมากรมธนารักษ์ได้ขึ้นทะเบียนที่ดินพิพาทเป็นที่ราชพัสดุด้วย ดังนี้ ย่อมถือว่าประชาชนทุกคนได้ทราบแล้วว่าที่ดินพิพาทเป็นที่ดินหวงห้ามมิให้ผู้หนึ่งผู้ใดเข้าไปยึดถือครอบครอง เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ แม้ที่ดินพิพาทจะมีแบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ อีกทั้งก่อนที่จำเลยที่ ๒ จะซื้อที่ดินพิพาท จำเลยที่ ๒ พันเอกวัชระ มัยลาภ และนายสุชาติ โภคศิริ จะได้มีหนังสือสอบถามไปยังที่ว่าการอำเภอสัตหีบ ซึ่งนายอำเภอสัตหีบมีหนังสือแจ้งว่าสามารถโอนสิทธิได้ นอกจากนี้หลังจากซื้อที่ดินพิพาทมาแล้ว จำเลยทั้งสองได้เสียภาษีบำรุงท้องที่ตลอดมาก็ตาม แต่แบบแจ้งการครอบครอง ส.ค. ๑ หนังสือของนายอำเภอสัตหีบ และการเสียภาษีบำรุงท้องที่ก็มิใช่การอนุญาตของพนักงานเจ้าหน้าที่ จึงอ้างไม่ได้ว่าผู้เข้ายึดถือครอบครองในที่ดินพิพาทไม่มีเจตนาเข้าไปในที่ดินพิพาทอันเป็นที่หวงห้ามได้ จำเลยทั้งสองซื้อที่ดินพิพาทจากพลอากาศโทอุสาห์ ชัยนาม เมื่อวันที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ภายหลังพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวใช้บังคับแล้ว ย่อมถือว่าจำเลยทั้งสองรู้อยู่ว่าที่ดินพิพาทเป็นที่หวงห้าม จำเลยทั้งสองจึงมีความผิดฐานเข้าไปยึดถือครอบครองที่ดินของรัฐตามฟ้อง ที่ศาลอุทธรณ์ภาค ๑ พิพากษายกฟ้องนั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยเขตปลอดภัยในราชการทหาร พ.ศ. ๒๔๗๘ มาตรา ๕ , ๗ (๓) ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง การกระทำของจำเลยทั้งสองเป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ. ๒๔๙๗ มาตรา ๙ (๑) , ๑๐๘ ทวิ วรรคสอง ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุด ให้ปรับจำเลยที่ ๑ เป็นเงิน ๔,๐๐๐ บาท ส่วนจำเลยที่ ๒ ให้จำคุก ๖ เดือน และปรับ ๔,๐๐๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด ๒ ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๕๖ หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๒๙ , ๓๐ ให้จำเลยทั้งสองและบริวารออกไปจากเขตปลอดภัยในราชการทหารที่จำเลยทั้งสองยึดถือครอบครอง. ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8277/2544 พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี โจทก์ บริษัทน้ำหนาว คอนติเนนตัล จำกัด ที่ 1 กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - พนักงานอัยการจังหวัดชลบุรี · จำเลย - บริษัทน้ำหนาว คอนติเนนตัล จำกัด ที่ 1 กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · พินิจ เพชรรุ่ง · โนรี จันทร์ทร
ศาลชั้นต้น / อุทธรณ์ศาลจังหวัดชลบุรี - นายสมเจริญ พุทธิประเสริฐ · ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายกรองเกียรติ คมสัน
แหล่งที่มากองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 981/2514ฎีกา 1046/2517ฎีกา 6511/2543ฎีกา 7216/2542ฎีกา 378/2525ฎีกา 2311/2536ฎีกา 8322/2538ฎีกา 962/2520ฎีกา 2670/2516ฎีกา 325/2519ฎีกา 977/2521ฎีกา 1327/2523ฎีกา 375/2532ฎีกา 3107/2539ฎีกา 1659/2530ฎีกา 1099/2502ฎีกา 1076-1079/2510ฎีกา 739/2511ฎีกา 293/2508ฎีกา 1199/2501ฎีกา 3597/2543ฎีกา 1270/2509ฎีกา 2140/2552
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกา