⚖️ LawArai ค้นกฎหมาย · ค้นฎีกา · ✨ ผู้ช่วยร่าง
หน้าแรกค้นฎีกา › ฎีกา 960/2544

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2544

📌 หลักกฎหมายที่วางไว้
การที่คู่ความไม่มาศาลในวันนัดชี้สองสถาน ไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล และศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามที่ปรากฏในสำนวน. การยื่นบัญชีระบุพยานพ้นกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนด ศาลมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานได้. หากโจทก์ไม่ยื่นบัญชีระบุพยาน โจทก์จะนำพยานเข้าสืบไม่ได้.

ย่อคำพิพากษา

ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ การที่คู่ความไม่มาศาลในวันนัดชี้สองสถานไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาล ศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเท่าที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนความ การที่ทนายโจทก์ยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดชี้สองสถานโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลอื่นไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทนายโจทก์ติดว่าความจริงจนไม่อาจมาศาลได้ก็ตามก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ศาลจะต้องเลื่อนการชี้สองสถานออกไป ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถาน จึงชอบแล้ว โจทก์ยื่นบัญชีระบุพยานพ้นกำหนดระยะเวลาตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรฯ ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์จึงชอบแล้ว ศาลชั้นต้นกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยมีคำสั่งให้โจทก์นำสืบก่อนทุกประเด็น เมื่อโจทก์มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาลโจทก์จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้ เพราะเป็นการนำสืบพยานที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรฯ มาตรา 17ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่าโจทก์ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบ จำเลยไม่ติดใจสืบพยานแล้วพิพากษาให้โจทก์แพ้คดีเพราะไม่มีพยานมาสืบ จึงชอบแล้ว

⚠️ ย่อนี้สรุปอัตโนมัติจากคำพิพากษาต้นฉบับ ยังไม่ได้ตรวจทานโดยนักกฎหมาย — โปรดตรวจสอบกับฉบับเต็มด้านล่าง

มาตราที่เกี่ยวข้อง

ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ม.87 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.17 พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 ม.20

คำพิพากษาศาลฎีกา (ฉบับเต็ม)

คดีสืบเนื่องมาจากโจทก์ที่ 1 ฟ้องจำเลยทั้งสี่ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ให้จำเลยทั้งสี่คืนเงินภาษีจำนวน 63,033.16 บาทแก่โจทก์ที่ 1 พร้อมดอกเบี้ย จำเลยที่ 4 ไม่ได้ยื่นคำให้การภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด และโจทก์มิได้มีคำขอต่อศาลเพื่อให้ศาลมีคำสั่งให้จำเลยที่ 4 ขาดนัดยื่นคำให้การ ศาลภาษีอากรกลางจึงมีคำสั่งจำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 4 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การว่า เจ้าพนักงานประเมินและคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้พิจารณาและวินิจฉัยให้โจทก์ชำระภาษีพร้อมด้วยเบี้ยปรับและเงินเพิ่มโดยชอบแล้ว ขอให้ยกฟ้องโจทก์ที่ 1 ศาลภาษีอากรกลางพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มีภาระการพิสูจน์ เมื่อปรากฏว่าโจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ไม่ได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในเวลาตามที่กฎหมายกำหนด จึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบให้เห็นได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไม่ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายอย่างไร คดีจึงฟังได้ว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ถูกต้องและชอบด้วยกฎหมายแล้ว พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลย (ที่ถูกจำเลยที่ 1ถึงที่ 3) โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานวันที่ 24 พฤษภาคม 2543เวลา 13.30 นาฬิกา ในวันนัดชี้สองสถาน ทนายโจทก์ที่ 1 มอบฉันทะให้นายอุยลี แซ่ซู เสมียนทนายนำคำร้องขอเลื่อนการชี้สองสถานมายื่นโดยอ้างว่า ทนายโจทก์ที่ 1 ติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีจึงไม่อาจมาว่าความที่ศาลภาษีอากรกลางได้ ทนายจำเลยที่ 1ถึงที่ 3 แถลงคัดค้านว่า โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานภายในกำหนดเวลาตามข้อ 10 วรรคหนึ่งของข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า30 วันตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ข้อ 10 วรรคหนึ่งทั้งยังไม่ได้อ้างเหตุอันสมควรที่ไม่สามารถยื่นบัญชีระบุพยานตามกำหนดเวลาดังกล่าวได้ จึงมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) และไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถานแล้วทำการชี้สองสถานกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยให้โจทก์ทั้งสอง (ที่ถูกโจทก์ที่ 1) นำสืบก่อนแล้ว จำเลยทั้งสาม(ที่ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) นำสืบแก้ ทั้งมีคำสั่งต่อไปว่าเมื่อโจทก์ทั้งสอง(ที่ถูกโจทก์ที่ 1) ไม่ยื่นบัญชีระบุพยานจึงไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบจำเลยทั้งสาม (ที่ถูกจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3) แถลงไม่ติดใจสืบพยานคดีเป็นอันเสร็จการพิจารณา นัดฟังคำพิพากษา ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ที่ 1 มีว่า คำสั่งของศาลภาษีอากรกลางที่ไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีในวันชี้สองสถานและคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางที่พิพากษายกฟ้องนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่โจทก์ที่ 1 อุทธรณ์ว่า การที่ศาลภาษีอากรกลางยกคำร้องขอเลื่อนคดีไม่รับบัญชีระบุพยานและชี้สองสถานไปเลยโดยมิได้วินิจฉัยถึงตัวคำร้องขอเลื่อนคดี ทั้งได้วินิจฉัยก้าวล่วงเข้าไปสู่เนื้อหาแห่งคดีโดยไม่ให้โจทก์สืบพยานเป็นการฝ่าฝืนต่อบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร เห็นว่า ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากร พ.ศ. 2539 ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 20 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 หมวด 3 ได้บัญญัติกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถานไว้โดยชัดเจนในข้อ 16 บทบัญญัติดังกล่าวมีขึ้นเพื่อในกรณีคู่ความมาศาลก็จะได้สอบถามให้ได้ความชัดเจนในประเด็นข้อพิพาท และข้อเท็จจริงบางอย่างที่คู่ความอาจแถลงร่วมกันได้ อย่างไรก็ดีถ้าในวันนัดชี้สองสถานคู่ความไม่มาศาลก็ให้ศาลทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อกำหนดคดีภาษีอากรข้อ 16 และถือว่าคู่ความผู้ไม่มาศาลได้ทราบกระบวนพิจารณาในวันนั้นแล้ว ดังนี้ การที่คู่ความไม่มาศาลในวันนัดชี้สองสถานจึงไม่เป็นเหตุขัดข้องแก่การดำเนินกระบวนพิจารณาของศาลศาลย่อมทำการชี้สองสถานไปได้ตามข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายเท่าที่ปรากฏอยู่แล้วในสำนวนความ ดังนี้ การที่ทนายโจทก์ที่ 1ยื่นคำร้องขอเลื่อนวันนัดชี้สองสถานโดยอ้างว่าติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีไม่ว่าข้อเท็จจริงจะได้ความว่าทนายโจทก์ที่ 1ติดว่าความที่ศาลจังหวัดเพชรบุรีจริงจนไม่อาจมาศาลได้ก็ตาม ก็ไม่เป็นเหตุขัดข้องที่ศาลจะต้องเลื่อนการดำเนินกระบวนพิจารณาในชั้นชี้สองสถานออกไปแต่อย่างใด ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการชี้สองสถานจึงชอบแล้ว นอกจากนี้คดีนี้ศาลภาษีอากรกลางนัดชี้สองสถานในวันที่ 24 พฤษภาคม 2543แต่ได้ความว่าโจทก์ที่ 1 ยื่นบัญชีระบุพยานในวันที่ 25 เมษายน2543 ดังนั้น การยื่นบัญชีระบุพยานโจทก์ที่ 1 จึงพ้นกำหนดระยะเวลาตามที่กำหนดดังกล่าว ข้อ 10 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดให้ยื่นบัญชีระบุพยานก่อนวันชี้สองสถานไม่น้อยกว่า 30 วันที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งไม่รับบัญชีระบุพยานของโจทก์ที่ 1จึงชอบแล้ว ฉะนั้น เมื่อได้ความว่าคดีนี้ศาลภาษีอากรกลางกำหนดประเด็นข้อพิพาทโดยมีคำสั่งให้โจทก์ที่ 1 นำสืบก่อนทุกประเด็น เมื่อโจทก์ที่ 1 มิได้ยื่นบัญชีระบุพยานต่อศาล โจทก์ที่ 1จึงไม่อาจนำพยานเข้าสืบได้เพราะเป็นการนำสืบพยานที่ต้องห้ามตามพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ. 2528 มาตรา 17 ประกอบประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 87 ดังนั้น ที่ศาลภาษีอากรกลางมีคำสั่งว่า โจทก์ที่ 1 ไม่มีสิทธินำพยานเข้าสืบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 3ไม่ติดใจสืบพยาน แล้วพิพากษาให้โจทก์ที่ 1 แพ้คดีเพราะไม่มีพยานมาสืบ จึงชอบแล้ว ที่ศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 1 นั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์ที่ 1ฟังไม่ขึ้น" พิพากษายืน ดูฉบับย่อ ฎีกาตัดสินเกี่ยวกับปัญหาข้อกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 960/2544 ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพพระ เซอร์วิสออยล์ กับพวก โจทก์ กรมสรรพากร กับพวก จำเลย

รายละเอียดคดี

คู่ความโจทก์ - ห้างหุ้นส่วนจำกัดโพพระ เซอร์วิสออยล์ กับพวก · จำเลย - กรมสรรพากร กับพวก
องค์คณะ (ผู้พิพากษา)ทวีวัฒน์ แดงทองดี · ณรงค์ศักดิ์ วิจิตรสาระวงศ์ · โนรี จันทร์ทร
แหล่งที่มาสำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ

ฎีกาที่เกี่ยวข้อง

ฎีกา 1913/2520ฎีกา 324/2504ฎีกา 2307/2518ฎีกา 2779/2544ฎีกา 5528/2534ฎีกา 2732/2534ฎีกา 698/2537ฎีกา 149/2526ฎีกา 2884/2541ฎีกา 269/2520ฎีกา 1969/2515ฎีกา 1384/2518ฎีกา 2926-2929/2524ฎีกา 959/2544ฎีกา 2752/2537ฎีกา 7937/2538ฎีกา 8119/2540ฎีกา 235/2538ฎีกา 8358/2538ฎีกา 1162/2515ฎีกา 583/2506ฎีกา 1234/2508ฎีกา 3801/2565ฎีกา 1275/2482
💬 ให้ AI อธิบายฎีกานี้แบบเข้าใจง่าย + ปรับกับเรื่องของคุณ

แหล่งที่มา: คำพิพากษาศาลฎีกา (เอกสารสาธารณะ) · สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการ